หลักการเลี้ยงปลาสวยงาม
จากการที่การเลี้ยงปลาสวยงามมี การพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว มีการปรับปรุงอุปกรณ์ต่างๆให้ทันสมัยดูสวยงามมากขึ้น ทำให้มีผู้สนใจเลี้ยงปลาสวยงามกันมากขึ้น ซึ่งมีทั้งที่เลี้ยงเป็นงานอดิเรกเพื่อความเพลิดเพลิน เลี้ยงเป็นอาชีพเสริมและเลี้ยงเป็นอาชีพหลัก ถึงแม้การเลี้ยงปลาสวยงามจะดูเป็นเรื่องง่าย แต่ก็มีผู้เลี้ยงหลายรายที่ประสบปัญหาปลาเกิดโรค และปลาตาย ทำให้ถึงกับเลิกเลี้ยงไปบ้างก็มี ทั้งนี้เนื่องจากมีปัจจัยหลายประการที่เกี่ยวข้อง ผู้เลี้ยงควรจะต้องทราบหรือเข้าใจเพื่อป้องกันความผิดพลาดตั้งแต่เริ่มต้น หรือผู้ที่ต้องการเลี้ยงปลาสวยงามเป็นอาชีพ ก็ยิ่งจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจ ศึกษาหาความรู้ และประสบการณ์ในการเลี้ยงปลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องมีความสนใจ และหมั่นสังเกตุลักษณะอาการของปลาอยู่เสมอ ก็จะช่วยให้ประสบผลสำเร็จได้
สิ่งสำคัญที่ควรจะได้ทำความเข้าใจเป็นอย่างยิ่ง คือ ความเป็นอยู่ของปลาและลักษณะของการเลี้ยงปลาสวยงาม ที่กระทำกันอยู่โดยทั่วไป ซึ่งพอจะสรุปได้ว่า การเลี้ยงปลาสวยงามเป็นการเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่แคบๆ ในสภาพขาดการเปลี่ยนแปลงน้ำ คุณภาพน้ำจะถูกควบคุมโดยขนาดและจำนวนสัตว์น้ำ กับปริมาณการให้อาหาร กล่าวคือการเลี้ยงปลาสวยงามโดยทั่วไป เมื่อผู้เลี้ยงซื้อตู้ปลาและปลามาจัดเลี้ยงเรียบร้อยแล้ว ก็จะมีแต่การให้อาหารปลาเท่านั้น มักจะไม่มีการถ่ายเทน้ำหรือเปลี่ยนน้ำในตู้เลี้ยงปลา แต่ที่เห็นว่าปลามีลักษณะอาการสดชื่นเป็นปกติ และเห็นน้ำใสสะอาด เนื่องจากมีระบบการเพิ่มอากาศ(ออกซิเจน)และมีการกรองน้ำด้วยระบบต่างๆ ซึ่งผู้เลี้ยงได้รับการแนะนำมาจากผู้ขายจากร้านขายปลาสวยงามนั่นเอง จากสิ่งที่เกิดขึ้นดังกล่าวถึงแม้จะดูเหมือนว่าไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นกับ ปลาที่เลี้ยง แต่ถ้าผู้เลี้ยงปล่อยปละละเลยไม่ทำความสะอาดระบบกรองเลย จะพบว่าปลาที่เลี้ยงมีการเจริญเติบโตน้อยมาก คือขนาดตัวยังเท่าเดิม สีสันไม่สดใสแต่กลับจะซีดลง จนถึงระยะหนึ่งปลาจะมีอาการผิดปกติ เกิดการติดเชื้อ แล้วปลาส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดจะตายไป
ดังนั้นหากผู้เลี้ยงได้พยายามศึกษาทำความเข้าใจเรื่องความต้องการของปลา และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ก็จะทำให้ปลาสวยงามที่เลี้ยงมีความสมบูรณ์ สวยงาม หรือประสบผลสำเร็จในกิจการเลี้ยงปลาสวยงามได้
1. การเลือกชนิดปลาที่จะเลี้ยง
การ เลือกชนิดปลาที่จะเลี้ยงภายในตู้ใดตู้หนึ่ง ผู้เลี้ยงจะต้องเลือกปลาให้ถูกต้อง จึงจะทำให้ได้ปลาสวยงามไว้ดูตามที่ต้องการ โดยที่ไม่มีภาระยุ่งยากจนเกินไป หลักการสำคัญสำหรับการเลือกชนิดปลามีดังนี้
1.1 ชนิดของปลาสวยงามที่จะเลือกเลี้ยง การเลือกชนิดปลานั้นย่อมต้องขึ้นกับความชอบของแต่ละบุคคล เนื่องจากปลาสวยงามที่เลี้ยงกันอยู่ในปัจจุบันมีมากมายถึง 100 กว่าชนิด แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเห็นว่าสวยงามทั้งหมด ดั้งนั้นการเลือกชนิดปลาก็จะขึ้นกับความชอบของแต่ละคนเป็นหลัก โดยอาจใช้หลักต่อไปนี้ช่วยพิจารณาด้วย คือ
1.1.1 ความสวยงามกับปัจจัยการเลี้ยง ความสวยงามของปลามีหลายรูปแบบแตกต่างกันไปบางคนอาจชอบปลาขนาดเล็กๆที่มี สีสันฉูดฉาด ว่ายน้ำไปมาตลอดเวลา เช่นพวกปลาหางนกยูงปลาสอด และปลาซิวชนิดต่างๆ บางคนอาจชอบปลาที่ว่ายน้ำช้าๆดูสง่างาม เช่นปลาปอมปาดัวร์ ปลาเทวดา หรือบางคนอาจชอบปลาขนาดใหญ่ เช่น ปลาออสการ์ ปลามังกร ปลากราย และปลาแรด ปลาที่ยกตัวอย่างมาข้างต้นนี้บางชนิดมีความต้องการความจำเพาะในระหว่างการ เลี้ยง เช่นปลานีออน และปลาปอมปาดัวร์ ต้องการอุณหภูมิน้ำค่อนข้างสูง ทำให้ต้องมีการใช้เครื่องให้ความร้อนช่วยในช่วงฤดูหนาว มิฉะนั้นปลาจะตายได้ง่าย ปลาบางชนิดต้องการอาหารที่มีชีวิตหรืออาหารสด เช่นปลามังกร ผู้เลี้ยงต้องเข้าใจการเตรียมอาหารไว้ให้ปลา ปลาบางชนิดเป็นปลาขนาดใหญ่ เช่นปลามังกร ปลาออสการ์ ปลากราย และปลาแรด จำเป็นต้องใช้ตู้ขนาดใหญ่ ดังนั้นการเลือกชนิดปลาอาจทำให้เกิดภาระแก่ผู้เลี้ยงมากเกินกว่าที่คาดคิด ไว้ จึงควรที่จะต้องศึกษาข้อมูลของปลาที่ต้องการเลี้ยง โดยอาจหาอ่านจากเอกสาร ตำราซึ่งมีผู้เขียนออกมาจำหน่ายกันมากขึ้น หรือสอบถามจากร้านขายปลาสวยงามก็จะช่วยให้เลือกปลาได้อย่างเหมาะสม
1.1.2 ความหลากหลาย ผู้เลี้ยงควรจะต้องรู้ว่าปลาที่ต้องการเลี้ยงนั้นมีความหลากหลายทางสาย พันธุ์อย่างไรบ้าง เนื่องจากปลาเป็นสัตว์ที่ให้ลูกในแต่ละครั้งได้เป็นจำนวนมาก และสามารถผสมข้ามสายพันธุ์หรือข้ามพันธุ์ได้โดยการดำเนินการของมนุษย์ ทำให้ปลาบางกลุ่มหรือบางชนิดค่อนข้างมีความหลากหลายทางสายพันธุ์ ดังนั้นลักษณะของปลาที่เห็นนั้นอาจไม่ใช่ลักษณะแท้ของสายพันธุ์ก็ได้ ตัวอย่างเช่น ปลาทอง ปลาเทวดา ปลาหางนกยูง และปลาสอดชนิดต่างๆ จะมีความหลากหลายของสายพันธุ์ค่อนข้างมาก เนื่องจากปลาเหล่านี้มีการเพาะเลี้ยงกันมานาน และมีการคัดลักษณะเด่นของลูกปลาที่ได้นำมาใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ หรือผสมข้ามสายพันธุ์กับปลาจากแหล่งอื่นๆ ทำให้ได้ปลาที่มีรูปทรง สีสัน และลักษณะครีบแตกต่างกันออกไป ผู้เลี้ยงปลาหลายรายที่หลงเชื่อซื้อปลาลักษณะเด่นๆตามที่ต้องการ เพื่อนำมาใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ แต่เมื่อดำเนินการเพาะพันธุ์แล้ว พบว่าลูกปลาที่ออกมาจะมีรูปร่างหลายลักษณะเช่นกัน ดังนั้นควรจะได้ศึกษาว่าปลาชนิดใดหรือกลุ่มใดมีความหลากหลายทางสายพันธุ์ อย่างไรบ้าง หากนำมาเลี้ยงปะปนกันแล้วจะทำให้เกิดปัญหาการผสมข้ามสายพันธุ์ได้หรือไม่
1.1.3 ความต้องการของตลาด หากจะดำเนินการเลี้ยงปลาสวยงามเพื่อเป็นการค้า จำเป็นต้องศึกษาการตลาดของปลาชนิดต่างๆ โดยเฉพาะตลาดในพื้นที่ว่ามีความต้องการปลาสวยงามชนิดใด ก็จะช่วยให้ประสบผลสำเร็จได้ง่าย เช่น ปลากัด และปลาหางนกยูง เป็นปลาที่ตลาดมีความต้องการสูงมากทั้งตลาดภายในประเทศและตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดภายในประเทศ ร้านขายปลาสวยงามที่เปิดขายในจังหวัดต่างๆนั้น จะไม่ดำเนินการเพาะเลี้ยงปลากัด และปลาหางนกยูงขึ้นมาเอง แต่จะเข้าไปหาซื้อมาจากกรุงเทพฯ ดังนั้นการดำเนินการเพาะเลี้ยงปลากัด และปลาหางนกยูง ตามจังหวัดต่างๆ ก็น่าที่จะสามารถหาตลาดได้ไม่ยากนัก ตัวอย่างเช่นในจังหวัดขอนแก่น มีความต้องการปลากัดเฉลี่ยอย่างน้อยเดือนละ 10,000 ตัว
1.2 นิสัยของปลาสวยงาม จากจำนวนปลาสวยงามที่มีอยู่มากมาย การเลือกเลี้ยงปลาสวยงามนอกจากจะเลือกที่ความสวยงามแล้ว ยังต้องศึกษานิสัยของปลาให้รอบคอบด้วย เนื่องจากปลาบางชนิดจะมีนิสัยดุร้าย เกเร หากนำไปเลี้ยงปะปนกัน อาจมีปลาบางชนิดที่ถูกทำร้ายหรือถูกจับกินเป็นอาหารได้ หลักการพิจารณานิสัยของปลามีดังนี้
1.2.1 นิสัยการกินอาหารของปลา การเลือกเลี้ยงปลาสวยงามควรจะต้องรู้ว่าปลาที่จะเลี้ยงนั้นปกติกินอาหาร ประเภทใดเป็นหลัก ซึ่งจากจำนวนชนิดปลาสวยงามที่มีอยู่มากมายนั้น จะเห็นความแตกต่างของลักษณะอาหารที่ปลาชอบกินได้อย่างเด่นชัด การจัดแบ่งกลุ่มนิสัยการกินอาหารของปลามีดังนี้
(1) ปลากินพืช(Forage or Herbivorous Fishes) หมายถึงปลาที่ปกติจะหากินพวกพืชเป็นอาหารหลัก เช่น กินรากหรือใบพืช รวมทั้งตะไคร่น้ำ ตัวอย่างปลาพวกนี้ ได้แก่ ปลาสร้อย และปลาตะเพียนชนิดต่างๆ ปลากลุ่มนี้สามารถเลี้ยงด้วยอาหารสำเร็จรูปได้ดี
(2) ปลากินเนื้อ(Carnivorous Fishes) หมายถึงปลาที่ปกติจะหากินพวกเนื้อสัตว์เป็นอาหารหลัก ซึ่งมีทั้งที่ชอบไล่ล่าเหยื่อที่มีชีวิตหรือกัดแทะซากของสิ่งมีชีวิต ปลาพวกนี้ยังแบ่งเป็นกลุ่มย่อยได้อีกดังนี้
•ปลาล่าเหยื่อ(Piscivores or Predator) เป็นปลาที่ชอบไล่ล่าเหยื่อที่มีชีวิต จัดว่าเป็นปลาที่มีนิสัยดุร้าย อาหารในธรรมชาติจะเป็นลูกปลา ปลาขนาดเล็ก กุ้ง ลูกกบ และลูกเขียด ตัวอย่างปลากลุ่มนี้ เช่น ปลามังกร ปลากราย ปลาตองลาย ปลากระทิง ปลาชะโด ปลาเสือตอ ปลาบู่ ปลาปักเป้า และปลา Gar (ปลาต่างประเทศ) ปลาพวกนี้หัดให้กินอาหารสำเร็จรูปค่อนข้างยาก ยังคงชอบกินอาหารมีชีวิต ผู้เลี้ยงต้องซื้อปลาเหยื่อมาใช้เลี้ยง หรือพยายามหัดให้กินเนื้อปลาสดหั่นเป็นชิ้นๆก็สามารถทำได้
•ปลาแทะ ซาก(Scavenger) เป็นปลาที่กินอาหารประเภทเนื้อแต่เป็นพวกที่ตายแล้ว ชอบกัดแทะหรือฮุบกินทั้งชิ้น ตัวอย่างปลากลุ่มนี้ เช่น ปลากด ปลาแขยง และปลาดุก ปลาพวกนี้ให้กินอาหารสำเร็จรูปได้ดี
•ปลากินแมลงและ ตัวอ่อนของแมลง(Insectivores) เป็นปลาที่ชอบกินอาหารที่มีชีวิตเช่นกัน แต่เป็นพวกตัวอ่อนของแมลงหรือแมลงขนาดเล็กต่างๆ เช่น ลูกน้ำ หนอนแดง ไรแดง มวนวน และมวนกรรเชียง ตัวอย่างปลากลุ่มนี้ได้แก่ ปลาเทวดา ปลาปอมปาดัวร์ ปลาเสือพ่นน้ำ และปลากัด ปลาพวกนี้ปกติหัดให้กินอาหารสำเร็จรูปได้ยาก แต่เนื่องจากมีการเลี้ยงมาหลายชั่วอายุของปลา ทำให้ปลากินอาหารสำเร็จรูปได้ดีขึ้น เช่น ปลาเทวดา และปลากัด ส่วนปลาปอมปาดัวร์ และปลาเสือพ่นน้ำ ถ้าเลี้ยงไว้จำนวนหลายตัวก็จะสามารถหัดให้กินอาหารสำเร็จรูปได้ เนื่องจากจะมีปลาตัวใดตัวหนึ่งขึ้นกิน แล้วตัวอื่นที่เห็นจะขึ้นกินตามกัน แต่เมื่อซื้อมาเลี้ยงเพียงไม่กี่ตัวจะไม่ค่อยยอมกินอาหารสำเร็จรูป อาจต้องให้อาหารพิเศษ เช่น หนอนแดงอบแห้ง หรืออาหารสำเร็จรูปชนิดพิเศษ
•ปลา กินแพลงตอนสัตว์(Zooplankton Feeder) เป็นปลาที่ชอบกินพวกสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ได้แก่ ไรน้ำชนิดต่างๆ ตัวอย่างปลากลุ่มนี้ได้แก่ พวกปลาสวยงามที่มีขนาดเล็ก เช่นปลาหางนกยูง ปลาสอด ปลาม้าลาย ปลานีออน และปลาซิวอื่นๆ ปลาพวกนี้ให้กินอาหารสำเร็จรูปได้ดี ซึ่งในปัจจุบันมีอาหารสำเร็จรูปชนิดเม็ดเล็กพิเศษเหมาะที่จะใช้เป็นอาหารปลา พวกนี้
(3) ปลากินทั้งเนื้อและพืช(Omnivorous Fishes) หมายถึงปลาที่ไม่เจาะจงชนิดของอาหารสามารถกินอาหารได้ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นพรรณไม้น้ำ ตัวอ่อนแมลง ลูกกุ้ง และลูกปลาขนาดเล็ก ตัวอย่างปลาพวกนี้ได้แก่ ปลาทอง ปลาคาร์พ และปลาหมอชนิดต่างๆ ปลาพวกนี้ค่อนข้างตะกละหากินอาหารตลอดเวลา จึงให้กินอาหารสำเร็จรูปได้ดีมาก
1.2.2 การอยู่ร่วมกัน ผู้เลี้ยงปลาสวยงามส่วนใหญ่มักนิยมเลี้ยงปลาหลายชนิดภายในตู้เดียวกัน เพื่อจะได้เห็นปลาหลายลักษณะและหลายสีสัน ถึงแม้ปลาที่เลือกเลี้ยงจะไม่ถูกระบุว่าเป็นปลาที่ล่าเหยื่อหรือทำอันตราย ปลาอื่น แต่หากพิจารณาให้ดีจะพบว่ามีปลาบางชนิดมีการทำอันตรายกันเสมอ ทำให้ปลากลุ่มหนึ่งถูกทำลายหรือเกิดการติดเชื้อจนตายได้ ตัวอย่างเช่นการเลี้ยงปลาทองร่วมกับปลาหางนกยูงและปลานีออน ถ้าปลาทองมีขนาดเล็กก็จะไม่ทำอันตรายปลาทั้งสองชนิด แต่เมื่อปลาทองมีขนาดใหญ่ขึ้น จากนิสัยที่กินอาหารเก่งและมักว่ายน้ำหาอาหารตลอดเวลา ก็มักจะทำอันตรายปลาหางนกยูงและปลานีออนจนตาย โดยเฉพาะเวลากลางคืนเมื่อปิดไฟปลาทั้งสองชนิดจะเชื่องช้า ทำให้ถูกทำอันตรายได้ง่าย ยิ่งถ้าเป็นลูกปลาก็มักจะถูกปลาทองไล่จับกินอย่างง่ายดาย แต่ถ้านำปลาทองไปเลี้ยงร่วมกับปลาสอดชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปลาหางดาบ ปลาสอดแดง ปลาสอดดำ หรือปลาเซลฟิน ซึ่งปลาเหล่านี้มีขนาดใหญ่กว่าปลาหางนกยูง และค่อนข้างมีความว่องไว พวกปลาสอดจะกลายเป็นตัวทำอันตรายปลาทอง ถึงแม้ว่าปลาสอดจะมีขนาดเล็กกว่าปลาทองมาก แต่จากการที่มีความว่องไวและมักเข้าไปกัดแทะหรือตอดตามตัวและครีบของปลาทอง จะค่อยๆทำให้ปลาเกิดบาดแผล หรือปลาที่มีบาดแผลอยู่แล้วก็ยิ่งชอบเข้าไปกัดแทะบริเวณแผลเพื่อกินเนื้อ เยื่อ ทำให้ปลาบอบช้ำเนื่องจากแผลไม่หายและมักขยายลุกลามติดเชื้ออื่นๆมากขึ้น ดังนั้นการเลี้ยงปลาทองร่วมกับปลาสอด ผู้เลี้ยงจึงมักพบว่าปลาทองเกิดแผลเป็นโรครักษายากและมักตายไป หรือการเลี้ยงปลาเสือสุมาตราร่วมกับปลานีออน ปลาเสือสุมาตราจะค่อนข้างมีความดุร้ายในฤดูกาลผสมพันธุ์ ก็มักจะทำอันตรายปลานีออนจนตายได้ จากตัวอย่างดังกล่าวจะเห็นได้ว่าการเลือกชนิดปลาที่จะเลี้ยงร่วมกัน จำเป็นที่จะต้องมีการศึกษาพิจารณาให้รอบคอบ
1.3 ความอดทนของปลา ปลาแต่ละชนิดจะมีความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมได้ต่างกัน จากการที่ปลาสวยงามถูกนำมาเลี้ยงไว้ในพื้นที่แคบๆ การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมอย่างกระทันหันย่อมเกิดได้ตลอดเวลา เช่น การให้อาหารมากเกินไปจนเศษอาหารไปหมักหมมบูดเน่าอยู่ในวัสดุกรอง หรือการเปลี่ยนน้ำใหม่โดยขาดประสบการณ์ เติมน้ำที่มีคลอรีนสูงมากเกินไป หรือปัญหากระแสไฟฟ้าขัดข้องทำให้เครื่องให้อากาศและระบบกรองน้ำไม่ทำงาน ซึ่งหากเกิดเป็นเวลานานเกินกว่า 1 ชั่วโมงขึ้นไป ปริมาณออกซิเจนจะลดต่ำลง ปลาจะได้รับอันตรายมากน้อยเพียงใดย่อมขึ้นกับขนาดและจำนวนปลาที่เลี้ยง ดังนั้นการเลือกชนิดปลาก็ยังอาจต้องพิจารณาถึงความอดทนของปลาประกอบด้วย เช่น ปลาหางไหม้ และปลานีออน ถูกกระทบจากปริมาณคลอรีนจนมีผลทำให้ปลาตายได้อย่างง่ายดาย ปลาปอมปาดัวร์ และปลานีออน ไม่อดทนต่อสภาพอุณหภูมิต่ำ กลุ่มปลาตะเพียน ปลากาแดง ปลาทรงเครื่อง ปลาทอง ปลาคาร์พ และปลาสร้อยชนิดต่างๆ ไม่อดทนต่อสภาพการขาดออกซิเจน สำหรับปลาที่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมต่างๆได้ดี จัดว่าเป็นปลาที่มีความอดทนไม่ตายง่ายๆก็มีอยู่หลายชนิด ได้แก่ ปลาหางนกยูง ปลาสอดชนิดต่างๆ ปลากระดี่ชนิดต่างๆ ปลาชะโด และปลาแรด นอกจากนั้นยังอาจใช้วิธีการป้องกันร่วมด้วย เช่น ใช้เครื่องให้ความร้อน (Heater) ควบคุมอุณหภูมิในฤดูหนาว หรือเตรียมเครื่องให้อากาศที่ใช้ไฟจากถ่านไฟฉายสำรองไว้ ก็จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ปลาได้
1.4 การขยายพันธุ์ การแพร่พันธุ์ของปลาค่อนข้างแตกต่างจากการแพร่พันธุ์ของสัตว์บกโดยทั่วไป คือปลาส่วนใหญ่จะออกลูกเป็นไข่ และเป็นการผสมพันธุ์ภายนอกตัวแม่ โดยพ่อแม่พันธุ์ปลาจะปล่อยน้ำเชื้อและไข่ออกมาผสมกันในน้ำ นอกจากนั้นลักษณะของไข่ปลายังมีรูปแบบแบ่งออกได้เป็นหลายประเภท ซึ่งประเภทของไข่ปลาและวิธีการเพาะพันธุ์ปลาจะได้กล่าวโดยละเอียดในหัวข้อ การเพาะพันธุ์ปลา สำหรับผู้ที่ต้องการเลี้ยงปลาสวยงามเพื่อเป็นการค้า จำเป็นต้องศึกษาวิธีการเพาะและอนุบาลลูกปลาให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ จะช่วยให้ประสบผลสำเร็จได้ดีขึ้น ส่วนผู้ที่เลี้ยงปลาสวยงามเป็นงานอดิเรก หากต้องการเห็นลูกปลาที่เกิดจากปลาที่เลี้ยงไว้เอง ก็อาจจะต้องเลือกปลาที่มีการแพร่พันธุ์อย่างง่ายๆ และลูกปลามีอัตราการรอดดีเนื่องจากกินอาหารได้ง่าย ซึ่งจะได้แก่กลุ่มปลาที่ออกลูกเป็นตัว ปลาพวกนี้มีจำนวนชนิดอยู่ไม่มากนัก และส่วนใหญ่ถูกนำมาเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม เป็นปลาที่มีจำนวนไข่หรือลูกไม่มาก เมื่อเทียบกับปลาที่ออกลูกเป็นไข่ แต่ปลาพวกนี้มักจะออกลูกได้เกือบตลอดปี โดยจะออกลูกครั้งละ 30 - 100 ตัว ลูกปลาที่คลอดออกมาจะมีขนาดค่อนข้างใหญ่ เมื่อเทียบกับลูกปลาของปลาที่ออกลูกเป็นไข่ และค่อนข้างมีความแข็งแรง ว่ายน้ำหลบหนีศัตรู(ซึ่งรวมทั้งพ่อแม่ของตัวเอง)ได้ทันทีที่คลอดออกจากท้อง แม่ปลา ตัวอย่างของปลาที่ออกลูกเป็นตัวได้แก่ ปลาหางนกยูง ปลาสอดชนิดต่างๆ และปลาเข็ม
2 วิธีการเลือกซื้อปลาสวยงาม
เมื่อตัดสินใจว่าจะเลี้ยงปลาสวยงามและได้ตัดสินใจเลือกชนิดปลาที่จะเลี้ยง แล้ว ขั้นตอนสำคัญอันดับต่อไปคือการไปร้านขายปลาสวยงาม เพื่อเลือกซื้อปลาที่ต้องการมาเลี้ยง ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญเช่นกัน เพราะหากได้ปลาที่ไม่แข็งแรง ไม่สมบูรณ์ หรือมีเชื้อโรคติดมา ปลาที่ซื้อมาเลี้ยงอาจตายในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน หรืออาจต้องทนเลี้ยงปลาที่ไม่สมสัดส่วนหรือไม่สมประกอบไปอีกนาน วิธีการเลือกซื้อปลาควรจะพิจารณาสิ่งต่อไปนี้
2.1 ควรเลือกซื้อปลาในเวลากลางวัน เนื่องจากจะสังเกตสีสันที่แท้จริงของปลาได้ดี แต่ในปัจจุบันการจัดตู้ปลามีความทันสมัยมากขึ้น โดยร้านขายปลาสวยงามมักจะติดหลอดไฟพวกแสงสะท้อน แล้วเปิดไว้ตลอดเวลาเพื่อทำให้เห็นปลามีสีสดใสมากกว่าที่เป็นจริง
2.2 สังเกตสภาพของตัวปลา คือเลือกปลาที่ไม่มีร่องรอยความบอบช้ำ เช่นเกล็ดหลุด ครีบแหว่ง หรือมีแผลตามลำตัว เพราะอาจเป็นปลาที่ได้รับการกระทบกระเทือนจากการลำเลียง หรือมีการระบาดของโรคพยาธิเกิดขึ้น ถ้าเลือกซื้อปลาที่บอบช้ำมาเลี้ยงอาจเกิดการติดเชื้อต่างๆได้ ยิ่งถ้ามีการระบาดของโรคพยาธิอยู่แล้ว ปลาที่เลือกซื้อมาก็มักจะตายหมด
2.3 สังเกตลักษณะการว่ายน้ำหรือการทรงตัวของปลา ควรสังเกตว่าชนิดปลาที่จะซื้อมีลักษณะการว่ายน้ำอย่างไร เช่น พวกปลานีออน ปลาเสือสุมาตรา ปลาสอด และปลาซิวชนิดอื่นๆ มักชอบว่ายน้ำวนเวียนไปมาตลอดเวลาบริเวณกลางน้ำถึงผิวน้ำ ต้องไม่เซื่องซึมลงไปพักอยู่ก้นตู้หรือลอยตัวอยู่แต่ผิวน้ำ พวกปลาเทวดา และปลาปอมปาดัวร์ ชอบว่ายน้ำช้าๆลักษณะเป็นสง่า ต้องไม่ไปซุกตามหินหรือมุมตู้
2.4 สังเกตลักษณะการกางของครีบต่างๆ คือปลาปกติที่ไม่มีปัญหาเรื่องการติดเชื้อหรือการเกิดโรค จะกางครีบออกเกือบตลอดเวลา แต่ปลาที่มีอาการผิดปกติมักจะหุบครีบลู่ติดตัวไม่ค่อยกางออก
2.5 สังเกตสีสันของปลา ควรสังเกตเปรียบเทียบปลาในกลุ่มเดียวกัน ปลาที่มีสีสันสดเข้มกว่า ลวดลายเด่นชัด ย่อมมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแกร่งกว่า
2.6 สังเกตความสมบูรณ์ของอวัยวะต่างๆ ควรเป็นปลาที่มีอวัยวะครบถ้วนตรงตามชนิด ลำตัวโดยเฉพาะคอดหางไม่คดงอ ครีบไม่โค้งพับหรือขาดหายไป
2.7 สังเกตว่าไม่มีปลาตายปะปนอยู่ในตู้ปลาที่จะเลือกซื้อ หรือไม่มีปลาที่แสดงอาการติดเชื้อปะปนอยู่
นอก จากนั้นเมื่อนำปลามาปล่อยเลี้ยงในตู้ที่เตรียมไว้แล้ว หากพบว่าปลาตัวใดมีอาการผิดปกติ ควรรีบแยกปลาดังกล่าวออกไปเลี้ยงต่างหาก จนแน่ใจว่าอาการดีเป็นปกติจึงค่อยนำกลับมาปล่อยเลี้ยงในตู้ต่อไป
3 วิธีการเลี้ยงปลาสวยงาม
ปลาสวยงามแต่ละชนิดมีความต้องการปัจจัยในการเลี้ยงต่างกัน ดังนั้นหากต้องการให้ปลาที่เลี้ยงมีความสวยงาม แข็งแรง และเจริญเติบโตดีตามต้องการ ควรพิจารณาปัจจัยต่อไปนี้
3.1 ภาชนะสำหรับเลี้ยงปลา ปลาสวยงามแต่ละชนิดจะมีความสวยงามมากขึ้น หากเลือกภาชนะในการเลี้ยงได้ถูกต้องเหมาะสม เช่น ปลาคาร์พ และปลาอะราไพม่า เหมาะที่จะเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ภายนอกอาคาร ปลาแรด และปลามังกร เหมาะที่จะเลี้ยงในตู้กระจกขนาดใหญ่และเลี้ยงเพียงตัวเดียวโดดๆ ปลานีออน ปลาก้างพระร่วง ปลาตะเพียนทอง ปลาเสือสุมาตรา ปลาม้าลาย ปลาซิวข้างขวาน ปลาหางนกยูง และปลาสอด เหมาะที่จะเลี้ยงในตู้กระจกขนาดเล็กถึงขนาดกลาง โดยเลี้ยงเป็นฝูงจะยิ่งทำให้ดูสวยงามยิ่งขึ้น ส่วนปลากัด เหมาะสำหรับเลี้ยงในภาชนะขนาดเล็กเช่นขวดเหลี่ยม หรือขวดโหลรูปทรงต่างๆ
3.2 สถานที่ คือการเลือกที่สร้างบ่อหรือที่จัดวางตู้ปลา พร้อมอุปกรณ์ประกอบอื่นๆให้เหมาะสมสอดคล้องกับอาคาร หรือลักษณะของห้อง ไม่ว่าจะเป็นบริเวณใด มุมใด หรือห้องใด เพราะเมื่อสร้างบ่อหรือจัดวางตู้เรียบร้อยแล้ว หากเกิดเปลี่ยนใจอยากเปลี่ยนสถานที่ใหม่ จะมีความยุ่งยากในการเคลื่อนย้าย เพราะต้องมีการถ่ายน้ำออกและเคลื่อนย้ายปลา มักมีผลทำให้ปลาบอบช้ำหรือตู้เลี้ยงปลาชำรุดแตกร้าวได้ง่าย โดยเฉพาะหากทำให้ตู้ปลาเกิดการรั่วซึม ก็จะทำให้เกิดปัญหากับบริเวณข้างเคียง หรือการซ่อมแซมตู้อาจทำให้ความสวย
ที่มาการเลี้ยงปลาสวยงาม
wav!! wav!! wav!!
วันจันทร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2554
ปลาแรด ยักษ์ใหญ่ในตู้กระจก
ปลาแรด ยักษ์ใหญ่ในตู้กระจก
โดย พิชิต ไทยยืนวงษ์
คอลัมน์ ปลาสวยงาม
สำหรับนักเลงปลาใหญ่ที่ชอบสะสมเฉพาะบิ๊กไซซ์เท่านั้นคงต้องรู้จัก ปลาแรด เป็นอย่างดี ปลาแรดเป็นปลาน้ำจืดที่จัดได้ว่าล่ำสันใหญ่โต ในธรรมชาติมันอาจมีความยาวได้ถึง 70 เซนติเมตร ส่วนในตู้กระจก (ที่ไม่เล็กจนเกินไปนัก) ก็ยังสามารถโตได้ถึง 50 เซนติเมตร น้ำหนักตัวนั้นว่ากันเกือบ 10 กิโลกรัม ทีเดียวครับ
ปลาแรด อยู่ในวงศ์เดียวกับปลากระดี่ เรียกได้ว่าเป็นปลากระดี่ชนิดที่ใหญ่ที่สุด ลักษณะเด่นของปลาวงศ์นี้คือมี 2 ประการ คือ
1. มีอวัยวะช่วยหายใจ (labyrinth organ) ซึ่งทำให้มันสามารถขึ้นมาฮุบอากาศเหนือผิวน้ำเอาออกซิเจนเข้าไปได้โดยตรง
2. มีครีบท้อง (pelvic fin) ที่พัฒนาเป็นเส้นยาวคล้ายหนวดกุ้งเพื่อใช้ในการคลำหาอาหารบริเวณพื้นน้ำ
ในวัยเด็ก ปลาแรดจะมีรูปร่างบางคล้ายใบไม้ มีลายขวางจางๆ บนพื้นลำตัวสีน้ำตาลเทา ส่วนหัวเรียวเล็กมีจะงอยปากแหลม ตาโต โคนหางมีจุดสีดำเห็นชัดเจน พอเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นจะงอยปากจะสั้นลง ริมฝีปากเริ่มหนาขึ้นเช่นเดียวกับลำตัวที่แผ่กว้าง เมื่อปลาโตเต็มวัยจะมีริมฝีปากหนามาก ขากรรไกรล่างยื่นออกมากกว่าขากรรไกรบน มีโหนกหรือสันปูดขึ้นมาบริเวณหน้าผากคล้ายกับมะม่วงพันธุ์แรด จึงเป็นที่มาของชื่อปลาแรดนั่นเอง ส่วนจุดดำบริเวณโคนหางจะหายไป ปลาตัวผู้มีสันบนหัวใหญ่มากกว่าตัวเมีย ปลายครีบยาวกว่า สีสดเข้มกว่าและลำตัวเพรียวกว่า
ปลาแรดมีรสชาติอร่อย เดิมทีจะมีการเพาะเลี้ยงไว้เพื่อนำมาเป็นอาหาร แต่ต่อมาเนื่องจากมันเป็นปลานิสัยเชื่องคน เลี้ยงง่าย และกินได้ทุกอย่าง ทั้งราคาก็ถูกมาก จึงเริ่มนิยมนำมาเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม และในเวลาต่อมาเราก็ได้รู้เพิ่มเติมอีกว่า ปลาแรด ไม่ได้มีอยู่เพียงสายพันธุ์เดียว มันยังมีความหลากหลายทั้งรูปร่างและสีสัน มีทั้งปลาแรดเผือกที่สีเนื้อเป็นสีขาวอมชมพู มีทั้งปลาแรดแดงจากอินโดนีเซียที่มีครีบแดงสดเร่าร้อน และมีกระทั่งปลาแรดที่มีเขี้ยวเต็มปาก อาศัยอยู่เฉพาะในแม่น้ำโขง วงการปลาสวยงามจึงต้องเริ่มเอาปลาแรดมาประเมินคุณค่ากันใหม่ เพราะบางสายพันธุ์นั้นราคาสูงมากทีเดียว เช่น ปลาแรดแดงอินโด
การเลี้ยงปลาแรดในตู้กระจก
เนื่องจากปลาแรดมีความอดทนสูง จึงจัดเป็นปลาที่เลี้ยงยังไงก็ตายยาก ยกเว้นปลาวัยเด็ก ซึ่งเป็นช่วงเปราะบาง หากเลี้ยงรวมกับปลาชนิดอื่นๆ ที่ก้าวร้าวกว่าก็อาจทนแรงเสียดทานไม่ไหว ค่อยๆ ป่วยตายไปก็มี การเลี้ยงปลาแรดให้ง่ายที่สุดคือ เลี้ยงตามลำพังตัวเดียว ในตู้ขนาดเหมาะสม คือถ้าปลายังเล็กก็สามารถเลี้ยงในตู้ ขนาด 20-24 นิ้ว ได้ แต่ถ้าปลาใหญ่กว่า 6 นิ้ว ก็จำเป็นต้องย้ายไปอยู่ในตู้ที่กว้างขวางกว่า ปลาแรดโตเร็วมากหากได้รับการดูแลดี ตู้ที่เหมาะสมในการเลี้ยงปลาแรดโตเต็มวัยคือ ตู้ขนาด 60x24x24 นิ้ว ขึ้นไป
แต่สำหรับผู้ที่ต้องการเลี้ยงปลาแรดรวมกันหลายตัวก็จำเป็นต้องหาตู้ใหญ่ๆ เลยตั้งแต่แรก และจะต้องเลี้ยงมันอย่างน้อย 6-7 ตัว ขึ้นไป เนื่องจากปลาแรดเองก็มีความก้าวร้าวดุร้ายอยู่ในตัวไม่น้อย การเลี้ยงรวมในที่แคบ ปลาแรดตัวที่ใหญ่กว่าแข็งแรงกว่าจะจู่โจมปลาที่เล็กกว่า อย่างเอาเป็นเอาตาย แค่เวลาไม่กี่ชั่วโมงปลาตัวที่โดนกัดจะหมดสภาพและตายในเวลาต่อมา ส่วนการเลี้ยงรวมกับปลาอื่นอาจทำได้ง่ายกว่า เพราะปลาแรดนั้นหากไม่ใช่หน้าตาแบบเดียวกับมันก็ดูเหมือนจะให้ความสนใจน้อย ลง แต่จำเป็นต้องเลือกปลาที่มีขนาดใกล้เคียงกัน และมีความว่องไวแข็งแรงให้มากเข้าไว้ เช่น ปลาหมอสี จากอเมริกากลางและอเมริกาใต้ ปลาในวงศ์ปลาตะเพียน ปลาในวงศ์คาราซินิเดขนาดกลาง เป็นต้น
เป็นที่น่าแปลกว่า ปลาแรดที่โตเต็มที่จะลดความก้าวร้าวดุร้ายลงไปอย่างเห็นได้ชัด บางตู้สามารถเลี้ยงปลาแรดเพียงสองตัวได้อย่างไม่มีปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งที่ปลาตัวหนึ่งใหญ่บึกบึนกว่ากันมาก
ตู้ที่เลี้ยงปลาแรดต้องจัดให้มีพื้นที่ว่างโล่งมากๆ ให้ปลาว่ายน้ำ สามารถตกแต่งด้วยหินหรือขอนไม้ได้ แต่อย่าให้รกเกินไปนัก หินต้องไม่มีสันหรือชะง่อนคม เช่นเดียวกับขอนไม้ที่ต้องไม่เป็นกิ่งก้านเกะกะ ที่สำคัญหลีกเลี่ยงการเลี้ยงพืชน้ำในตู้ เพราะปลาแรดกินได้ทุกอย่าง โดยเฉพาะพืชผัก อาจใช้เป็นต้นไม้ปลอมแทนหากต้องการสีสัน
ระบบกรองน้ำต้องดี เนื่องจากปลาแรดกินจุ กินทุกอย่างที่ขวางหน้า ถ้ากินไม่อิ่มมักออกอาการโกรธ พุ่งชนตู้แยกเขี้ยวขู่เราไปเรื่อยจนกว่าจะยอมให้อาหารมันเพิ่ม ฉะนั้น น้ำจึงลดคุณภาพลงอย่างรวดเร็วหากใช้แค่กรองพื้นฐานอย่างกรองใต้กรวดหรือ กรองกระป๋อง ตู้ขนาดใหญ่มีระบบกรองชีวภาพข้างตู้ก็สามารถรับมือได้สบายๆ แต่ตู้ขนาดเล็กก็อาศัยเปลี่ยนถ่ายน้ำให้บ่อยขึ้น โดย 1 สัปดาห์ ควรถ่ายออกราว 25-30 เปอร์เซ็นต์
ปลาแรดกินได้ทุกอย่าง ทั้งพืชและเนื้อสัตว์ ในปลาวัยเด็กออกจะชอบไปในทางเนื้อสัตว์ ประเภทไส้เดือน หนอนแดง ไรทะเล หรือกุ้งฝอย พอเริ่มโตขึ้นมาก็จะหันมากินอาหารประเภทพืชหนักขึ้น เราสามารถใช้อาหารเม็ดที่มีส่วนผสมของผักต่างๆ หรือสาหร่ายสไปรูไลน่าให้เป็นอาหารหลักได้โดยเสริมอาหารสดอย่างกุ้งฝอยหรือ เนื้อสัตว์อื่นบ้าง เช่นเดียวกับผักที่มีเส้นใย เช่น ผักกะหล่ำปลี ผักกาดขาว ผักบุ้ง ผลไม้บางอย่างปลาแรดก็ชอบกินเช่นกัน เช่น แอปเปิล หรือมะเขือเทศ ผู้เพาะเลี้ยงบางคนตักแหนตามลำคลองมาล้างให้สะอาด ให้ปลาแรดกินเป็นอาหารเสริม ซึ่งดูเหมือนมันก็ชอบไม่น้อย
สายพันธุ์ปลาแรด
ในปัจจุบันมีปลาแรดสายพันธุ์ต่างๆ ให้เลือกซื้อไปเลี้ยง ทุกพันธุ์มีรูปร่างหน้าตาคล้ายกันหมด แต่ผิดแผกแตกต่างกันไปตามรายละเอียดอื่นๆ เช่น สีสัน และอวัยวะพิเศษบางอย่าง ดังนี้ครับ
1. ปลาแรดธรรมดา หรือแรดดำ ชื่อวิทยาศาสตร์ Osphronemus goramy
ก็คือ ปลาแรดธรรมดา หรือที่เรียกกันว่า "แรดดำ" นั่นเอง จัดเป็นแรดพื้นเมืองของไทยชนิดหนึ่ง มีสีไม่สวยนัก แต่ก็เด่นที่ราคาถูก (และเนื้ออร่อย)
2. ปลาแรดเผือก ชื่อวิทยาศาสตร์ Osphronemus goramy Albino, Silvery
จัดออกเป็น 2 สายพันธุ์ คือแรดเผือกตาดำ และแรดเผือกตาแดง ปลาแรดเผือกตาดำนั้นมีสีขาวนวลอมชมพู ไม่มีลายบนลำตัว ลักษณะค่อนข้างเพรียวยาวกว่าแรดเผือกตาแดง ซึ่งเป็นการผ่าเหล่ามาจากปลาแรดดำ โดยยังจะมีลายบนลำตัวให้เห็นจางๆ และมีลำตัวกว้างป้อมกว่า สีสันออกขาวสว่างกว่าอย่างเห็นได้ชัด
3. ปลาแรดเขี้ยว ชื่อวิทยาศาสตร์ Osphronemus exodon
เป็นปลาแรดที่มีถิ่นอาศัยในแม่น้ำโขง ลักษณะภายนอกคล้ายกับปลาแรดดำทั่วไป แต่มีฟันรูปเขี้ยวที่ริมฝีปากนอก ในขณะที่ปลาแรดชนิดอื่นก็มีฟันในแบบเดียวกัน แต่อาจเล็กกว่าและอยู่เข้าไปด้านในของริมฝีปาก ทำให้มองเห็นไม่ชัดเท่า ปลาแรดเขี้ยวจัดเป็นปลาแรดหายาก ฉะนั้น จึงมีราคาสูงกว่าปลาแรดดำหรือปลาแรดเผือกทั้งที่ตัวมันเองก็ไม่ได้สวยมากไป กว่า
4. ปลาแรดแดง ชื่อวิทยาศาสตร์ Osphronemus laticlavius
ปลาแรดแดง มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย เป็นปลาแรดที่มีสีสันสวยงามมาก โดยเฉพาะในปลาตัวผู้ที่โตเต็มวัย สีพื้นลำตัวด้านบนจะเข้มดำ ในขณะที่ทางด้านล่างจะสีอ่อนกว่า ครีบทุกครีบมีสีส้มแดง เช่นเดียวกับข้างแก้มและส่วนหัว บางตัวออกสีแดงจัด ขึ้นอยู่กับสภาพและวิธีการเลี้ยง ปลาแรดแดงเป็นปลาแรดที่มีขนาดเล็กที่สุดในบรรดาปลาแรดด้วยกัน โตเต็มที่เพียง 50 เซนติเมตร เท่านั้น จัดเป็นปลาแรดที่มีราคาแพงที่สุด
ชื่อไทย แรด เม่น มิ่น
ชื่อไทย แรด เม่น มิ่น
ชื่อสามัญ GIANT GOURAMI
ชื่อวิทยาศาสตร ์Osphronemus goramy
ถิ่นอาศัย ในแม่น้ำและหนองบึงที่มีทางน้ำติดต่อกันกับแม่น้ำ ภาคกลางพบที่แก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรีและในลำน้ำเจ้าพระยาและสาขา ทางภาคใต้เรียกกันว่า “ ปลาเม่นหรือปลามิน ” พบในลำน้ำตาปีและสาขา
ลักษณะทั่วไป เป็นปลาขนาดใหญ่ที่สุดในวงศ์ปลาหมอ ปลาทุกชนิดที่อยู่ในวงศ์นี้จะต้องมีอวัยวะพิเศษเพื่อช่วยในการหายใจ จึงสามารถอาศัยอยู่ในน้ำที่มีออกซิเจนต่ำ ๆ ได้ ปลาแรดมีรูปร่างด้านข้างแบนส่วนกว้างของลำตัวมีขนาดไล่เลี่ยกับความยาว หัวเล็ก ไม่มีหนวด กระดูกแก้มมีของเป็นจักร เมื่อเอามือจับจะรู้สึกสาก ลักษณะของเกล็ดคล้ายเกล็ดปลาหมอ ครีบหลังและครีบก้นมีก้านเป็นหนามแข็ง ครีบอกมีขนาดเล็ก ก้านครีบเดี่ยวอันหน้าและครีบอกเปลี่ยนรูปเป็นระยางค์ยาว ปลาแรดมีสีสันแตกต่างกันตามขนาดและอายุของปลาคือ ขนาดเล็กความยาว 5 - 7 ซม . ลำตัวมีสีม่วงปนเหลือง และมีแถบสีดำข้างละ 8 แถบ มีจุดสีดำที่โคนหางข้างละจุด เมื่อปลามีขนาดใหญ่ขึ้นสีของลำตัวตอนบนจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลด้านล่างเป็นสี ขาวเงินแกมเหลือง การวางไข่ของปลาชนิดนี้แตกต่างไปจากปลาชนิดอื่น กล่าวคือ มันจะใช้กิ่งไม้ ก้านไม้และวัตถุอื่น ๆ มาสร้างรังคล้ายรังนก ไข่ของปลาชนิดนี้มีขนาดใหญ่ มีไขมันมาก ลอยน้ำ
การสืบพันธุ์ ปลาแรดในแม่น้ำจะวางไข่ในช่วงฤดูแล้ง ส่วนปลาแรดในหนองบึง และบ่อสามารถแพร่พันธุ์ได้ตลอดทั้งปี โดยปลาจะวางไข่มาก ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ - กันยายน นอกจากการสอบถามผู้ที่ทำการเพาะพันธุ์ปลาแรด พบว่าปลาแรดที่เพาะขยายพันธุ์ในบ่อซีเมนต์จะวางไข่ได้นานกว่า ปลาแรดที่เพาะในบ่อดิน ปลาแรดเป็นปลาที่มีพฤติกรรมยึดครองพื้นที่และสร้างรังวางไข่ โดยปลาตัวผู้จะเริ่มสร้างรังตามคันบ่อโดยนำหญ้าและวัชพืชน้ำขนาดเล็ก ๆ มาสานเป็นรูปทรงกลมหรือทรงกระบอกมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 30 - 40 เซนติเมตรมีลักษณะคล้ายรังนก ภายนอกมีลักษณะหยาบ แต่ด้านในเป็นโพรงบุด้วยรากหรือพันธุ์ไม้น้ำอ่อนนุ่ม เมื่อตัวผู้สร้างรังได้ประมาณ 2 ใน 3 ส่วนของรัง ตัวผู้จะออกไปเลือกจับคู่กับตัวเมียที่มีไข่แก่ให้เข้ามาช่วยสร้างรังต่อจนเสร็จ โดยจะใช้เวลาสร้างรังประมาณ 4 - 7 วัน รังที่สร้างเสร็จแล้วจะมีปากรังอยู่ด้านล่าง ปากรังมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 10 เซนติเมตร จากนั้นตัวผู้จะเริ่มการผสมพันธุ์บริเวณใต้รัง โดยใช้ลำตัวรัดรอบส่วนท้องของตัวเมียพร้อมกับปล่อยน้ำเชื้อผสมกับไข่ ไข่ปลาแรดมีไขมันมากจะลอยเข้ารัง เมื่อตัวเมียวางไข่หมดท้อง ตัวผู้จะไล่ออกไปแล้วดูแลไข่ต่อไป
อาหารธรรมชาติ กินพืชแทบทุกชนิด
การแพร่กระจาย - สถานภาพ (ความสำคัญ) เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจ
ชื่อสามัญ GIANT GOURAMI
ชื่อวิทยาศาสตร ์Osphronemus goramy
ถิ่นอาศัย ในแม่น้ำและหนองบึงที่มีทางน้ำติดต่อกันกับแม่น้ำ ภาคกลางพบที่แก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรีและในลำน้ำเจ้าพระยาและสาขา ทางภาคใต้เรียกกันว่า “ ปลาเม่นหรือปลามิน ” พบในลำน้ำตาปีและสาขา
ลักษณะทั่วไป เป็นปลาขนาดใหญ่ที่สุดในวงศ์ปลาหมอ ปลาทุกชนิดที่อยู่ในวงศ์นี้จะต้องมีอวัยวะพิเศษเพื่อช่วยในการหายใจ จึงสามารถอาศัยอยู่ในน้ำที่มีออกซิเจนต่ำ ๆ ได้ ปลาแรดมีรูปร่างด้านข้างแบนส่วนกว้างของลำตัวมีขนาดไล่เลี่ยกับความยาว หัวเล็ก ไม่มีหนวด กระดูกแก้มมีของเป็นจักร เมื่อเอามือจับจะรู้สึกสาก ลักษณะของเกล็ดคล้ายเกล็ดปลาหมอ ครีบหลังและครีบก้นมีก้านเป็นหนามแข็ง ครีบอกมีขนาดเล็ก ก้านครีบเดี่ยวอันหน้าและครีบอกเปลี่ยนรูปเป็นระยางค์ยาว ปลาแรดมีสีสันแตกต่างกันตามขนาดและอายุของปลาคือ ขนาดเล็กความยาว 5 - 7 ซม . ลำตัวมีสีม่วงปนเหลือง และมีแถบสีดำข้างละ 8 แถบ มีจุดสีดำที่โคนหางข้างละจุด เมื่อปลามีขนาดใหญ่ขึ้นสีของลำตัวตอนบนจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลด้านล่างเป็นสี ขาวเงินแกมเหลือง การวางไข่ของปลาชนิดนี้แตกต่างไปจากปลาชนิดอื่น กล่าวคือ มันจะใช้กิ่งไม้ ก้านไม้และวัตถุอื่น ๆ มาสร้างรังคล้ายรังนก ไข่ของปลาชนิดนี้มีขนาดใหญ่ มีไขมันมาก ลอยน้ำ
การสืบพันธุ์ ปลาแรดในแม่น้ำจะวางไข่ในช่วงฤดูแล้ง ส่วนปลาแรดในหนองบึง และบ่อสามารถแพร่พันธุ์ได้ตลอดทั้งปี โดยปลาจะวางไข่มาก ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ - กันยายน นอกจากการสอบถามผู้ที่ทำการเพาะพันธุ์ปลาแรด พบว่าปลาแรดที่เพาะขยายพันธุ์ในบ่อซีเมนต์จะวางไข่ได้นานกว่า ปลาแรดที่เพาะในบ่อดิน ปลาแรดเป็นปลาที่มีพฤติกรรมยึดครองพื้นที่และสร้างรังวางไข่ โดยปลาตัวผู้จะเริ่มสร้างรังตามคันบ่อโดยนำหญ้าและวัชพืชน้ำขนาดเล็ก ๆ มาสานเป็นรูปทรงกลมหรือทรงกระบอกมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 30 - 40 เซนติเมตรมีลักษณะคล้ายรังนก ภายนอกมีลักษณะหยาบ แต่ด้านในเป็นโพรงบุด้วยรากหรือพันธุ์ไม้น้ำอ่อนนุ่ม เมื่อตัวผู้สร้างรังได้ประมาณ 2 ใน 3 ส่วนของรัง ตัวผู้จะออกไปเลือกจับคู่กับตัวเมียที่มีไข่แก่ให้เข้ามาช่วยสร้างรังต่อจนเสร็จ โดยจะใช้เวลาสร้างรังประมาณ 4 - 7 วัน รังที่สร้างเสร็จแล้วจะมีปากรังอยู่ด้านล่าง ปากรังมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 10 เซนติเมตร จากนั้นตัวผู้จะเริ่มการผสมพันธุ์บริเวณใต้รัง โดยใช้ลำตัวรัดรอบส่วนท้องของตัวเมียพร้อมกับปล่อยน้ำเชื้อผสมกับไข่ ไข่ปลาแรดมีไขมันมากจะลอยเข้ารัง เมื่อตัวเมียวางไข่หมดท้อง ตัวผู้จะไล่ออกไปแล้วดูแลไข่ต่อไป
อาหารธรรมชาติ กินพืชแทบทุกชนิด
การแพร่กระจาย - สถานภาพ (ความสำคัญ) เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจ
พระบรมมหาราชวัง
พระบรมมหาราชวัง
วันพุธที่ ๒๗ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๓๓
เมื่อวันอังคาร ที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๓๓ เวลา ๑๖.๑๕ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงขับรถ
ยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จากพระตำหนักเปี่ยมสุข
พระราชวังไกลกังวล ไปทอดพระเนตรกิจกรรมศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
และกิจกรรมของกรมชลประทาน ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ ในเขตพื้นที่ตำบลสามพระยา อำเภอ
ชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ครั้นเสด็จพระราชดำเนินถึงบริเวณงานอนุรักษ์สัตว์ป่า บริเวณเขาเตาปูน ซึ่งมีพื้นที่
ดำเนินการประมาณ ๑๕๗ ไร่ โดยมีวัตถุประสงค์ในการรวบรวมพันธุ์และขยายพันธุ์สัตว์ป่าที่ไม่มีอันตราย
และเคยเป็นพันธุ์สัตว์ป่าประจำท้องถิ่นบริเวณนี้มาก่อน เช่น เนื้อทรายและนกพันธุ์ต่าง ๆ ทรงพระดำเนินทอด
พระเนตรกรงรวมพันธุ์สัตว์ป่า คอกสัตว์กีบ กรงพ่อแม่พันธุ์ต่าง ๆ เสร็จแล้วเสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์
พระที่นั่งไปยังบริเวณงานปรับปรุงดินเสื่อมสภาพ ทอดพระเนตรแผนผังการใช้ประโยชน์ในที่ดินเสื่อมสภาพ
และขาดความอุดมสมบูรณ์ บริเวณท้ายอ่างเก็บน้ำห้วยทราย ในเนื้อที่ ๒๐ ไร่ โดยทำรูปแบบการเกษตรกรรม
แบบผสมผสาน ประกอบด้วยขุดบ่อเลี้ยงปลา และปลูกไม้ผลตามแนวขอบบ่อ ในโอกาสนี้ทอดพระเนตรการ
สาธิตการกะเทาะเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ จากนั้นทรงปลูกต้นประดู่ไว้เป็นที่ระลึกและเสด็จพระราชดำเนินต่อไป
ยังบริเวณบ่อดินที่กรมประมงได้ขุดขึ้นสำหรับเพาะเลี้ยงพันธ์ุปลาต่าง ๆ ทรงปล่อยปลาบึก ปลากดเหลือง ปลา
บ้า ปลาตะโกก ปลาแรด ปลากาดำ ปลาตะเพียนขาว ปลาสวาย จำนวนรวม ๑,๙๐๐ ตัว เพื่อขยายพันธ์ุใน
บ่อดินดังกล่าว เสร็จแล้วเสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งต่อไปยังบริเวณงานวิจัยการขยายพันธุ์และ
การเพาะเลี้ยงกบ ทอดพระเนตรการขยายพันธ์ุกบ รวมถึงวิธีการเลี้ยงให้เหมาะสมเพื่อให้ได้ผลผลิตสูง โดยการ
วิจัยเลี้ยงกบนา กบภูเขา และกบบูลฟร๊อก (จากสหรัฐอเมริกา) ในปัจจุบันได้รับผลสำเร็จโดยการใช้ฮอร์โมน
กระตุ้นให้กบนามีการผสมพันธุ์นอกฤดูกาลได้ นอกจากนั้นยังสามารถผสมพันธุ์กบภูเขาโดยวิธีธรรมชาติใน
บ่อเลี้ยงได้ ต่อจากนั้นเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมมัสยิดบูรุลเอี๊ยะห์ซาน เสด็จเข้ามัสยิด พระราชทาน
พระราชปฏิสันถารกับราษฎรที่มาเผ้ารับเสด็จ ณ บริเวณนั้น แล้วเสด็จพระราชดำเนินไปยังบริเวณแสดงการ
ทำงานของเครื่องสูบน้ำด้วย “พลังน้ำไหล” (เครื่องสูบน้ำชัยพัฒนา) ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระ
ราชทานพระราชดำริให้กรมชลประทานประดิษฐ์เครื่องสูบน้ำแบบใช้พลังน้ำไหลตามรูปแบบที่สมเด็จพระ
ราชาธิบดีแห่งประเทศสวีเดนได้ส่งมาถวาย โดยใช้วัสดุแบบประหยัด แต่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อให้สูบน้ำจาก
ริมฝั่งลำธารลำห้วยที่มีกระแสน้ำไหลเร็ว ให้สามารถนำน้ำขึ้นไปยังแปลงปลูกพืชผักสวนครัวของราษฎรตาม
ริมฝั่งลำน้ำได้ แล้วทอดพระเนตรการสาธิตการเติมอากาศให้กับน้ำเสีย โดยใช้เครื่องกลเติมอากาศชัยพัฒนา
ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานแบบให้กรมชลประทานทดลองประดิษฐ์ขึ้น ซึ่งมี ๓ แบบ คือ
แบบที่ ๑ เครื่องเติมอากาสให้กับน้ำด้วยวิธีการเป่าพ่นอากาศลงไปที่ใต้ผิวน้ำโดยตรง แบบที่ ๒ เครื่องเติม
อากาศให้กับน้ำด้วยวิธีขับเคลื่อนน้ำแล้วชักนำอากาศจากภายนอกลงไปที่ใต้ผิวน้ำ และแบบที่ ๓ เครื่องเติม
อากาศให้กับน้ำด้วยการนำแบบที่ ๑ และแบบที่ ๒ มาประยุกต์ผสมกัน ในโอกาสนี้มีพระราชดำริกับเจ้าหน้าที่
ของกรมชลประทาน ความว่า ต้องพิจารณาหาวิธีพัฒนาเครื่องกลดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น โดยให้
สามารถกระจายฟองอากาศในน้ำให้มากขึ้น อันจะช่วยบรรเทาสภาพน้ำเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากนั้น
เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งไปยังบริเวณศาลาอเนกประสงค์ อ่างเก็บน้ำห้วยตะแปด พระราชทาน
พระบรมราชวโรกาสให้ นายสุเมธ ตันติเวชกุล ผู้อำนวยการสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประ
สานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) นำนายเทรูอากิ กาไว ประธานสมาคม เอ็ม.โอ.เอ (โมคิจิ
โอคาดะ อินเตอร์เนชั่นแนล แอสโสซิเอชั่น) แห่งประเทศญี่ปุ่น กับคณะ เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทน้อม
เกล้าน้อมกระหม่อมถวายรถฟาร์มแทรกเตอร์ กับรถไถเล็กเดินตาม เพื่อพระราชทานให้กับศูนย์ฝึกอบรมเยาวชน
เกษตร ตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ณ วัดญาณสังวราราม อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เสร็จ
แล้วเสด็จเข้าศาลาอเนกประสงค์อ่างเกบน้ำห้วยตะแปด มีพระราชดำรัสกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เรื่อง การ
พัฒนาภูเขาป่าซึ่งเคยพระราชทานพระราชดำริไว้แล้ว ความว่า เป้าหมายของโครงการฯ นี้ ประการหนึ่งก็คือ
ฟื้นฟูความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่บริเวณนี้ โดยการพัฒนาเร่งรัดป่าไม้ โดยเฉพาะบนภูเขาบริเวณใกล้เคียงให้ค่อย ๆ
กลับมีสภาพเขียวชอุ่มดังเดิม ต่อจากนั้นจึงค่อย ๆ ขยายการส่งเสริมการปลูกป่าโดยใช้ระบบชลประทานสนับ
สนุนบริเวณภูเขาลูกอื่น ๆ ต่อไป สมควรแก่เวลาจึงประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินกลับ ถึงพระ
ตำหนักเปี่ยมสุข เมื่อเวลา ๒๒.๒๕ น.
วันนี้ เวลา 16.25 น. ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬา
ภรณ์วลัยลักษณ์ เสด็จออกแทนพระองค์ ณ พระตำหนักใหม่ สวนจิตรลดา พระราชทานพระวโรกาสให้ นาย
เคนเนธ วัตต์ รักษาการผู้แทนสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย เฝ้า ถวาย
รายงาน เรื่อง การพัฒนามนุษย์พุทธศักราช 2533 ซึ่งจัดทำขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 40 ปี ที่โครงการพัฒนา
แห่งสหประชาชาติได้ให้ความช่วยเหลือทางด้านวิชาการแก่ประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก
ในโอกาสนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ พระราชทานพระวโรกาสให้ นาย
เคนเนธ วัตต์ นำ นายโตซิยูกิ นิวา อดีตเคยดำรงตำแหน่งผู้แทนส่วนภูมิภาคของโครงการพัฒนาแห่งสห
ประชาชาติเข้าเฝ้า เพื่อกราบบังคมทูลลาในโอกาสพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ประจำประเทศไทย ด้วย
ในวันเดียวกันนี้ เวลา 17.00 น. ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ ฯพณฯ นายสัญญา
ธรรมศักดิ์ ประธานองคมนตรี ปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหา
ราชวัง ตามลำดับ ดังนี้
- เจิมเทียนพรรษา ซึ่งทรงพระราชอุทิศพระราชทานไปจุดบูชาพระรัตนตรัยและพุทธเจดีย์สถานตาม
พระอารามหลวงในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด
- ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เข้ารับเทียนหลวงพระราชทาน เพื่อเชิญไปเป็นมหามงคลนำใน
ขบวนแห่เทียนในเทศกาลเข้าพรรษา แล้วนำไปถวายเป็นพุทธบูชาที่วัดสุปัฏนารามวรวิหาร
- นาคหลวงที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมจะอุปสมบท เข้าพบเพื่อกราบลา
- พระครูใบฏีกาเล็ก ญานุตฺตโร และคณะ มอบต้นเทียนพรรษาและเงินสำหรับทูลเกล้าทูลกระหม่อม
ถวาย
วันพุธที่ ๒๗ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๓๓
เมื่อวันอังคาร ที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๓๓ เวลา ๑๖.๑๕ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงขับรถ
ยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จากพระตำหนักเปี่ยมสุข
พระราชวังไกลกังวล ไปทอดพระเนตรกิจกรรมศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
และกิจกรรมของกรมชลประทาน ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ ในเขตพื้นที่ตำบลสามพระยา อำเภอ
ชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ครั้นเสด็จพระราชดำเนินถึงบริเวณงานอนุรักษ์สัตว์ป่า บริเวณเขาเตาปูน ซึ่งมีพื้นที่
ดำเนินการประมาณ ๑๕๗ ไร่ โดยมีวัตถุประสงค์ในการรวบรวมพันธุ์และขยายพันธุ์สัตว์ป่าที่ไม่มีอันตราย
และเคยเป็นพันธุ์สัตว์ป่าประจำท้องถิ่นบริเวณนี้มาก่อน เช่น เนื้อทรายและนกพันธุ์ต่าง ๆ ทรงพระดำเนินทอด
พระเนตรกรงรวมพันธุ์สัตว์ป่า คอกสัตว์กีบ กรงพ่อแม่พันธุ์ต่าง ๆ เสร็จแล้วเสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์
พระที่นั่งไปยังบริเวณงานปรับปรุงดินเสื่อมสภาพ ทอดพระเนตรแผนผังการใช้ประโยชน์ในที่ดินเสื่อมสภาพ
และขาดความอุดมสมบูรณ์ บริเวณท้ายอ่างเก็บน้ำห้วยทราย ในเนื้อที่ ๒๐ ไร่ โดยทำรูปแบบการเกษตรกรรม
แบบผสมผสาน ประกอบด้วยขุดบ่อเลี้ยงปลา และปลูกไม้ผลตามแนวขอบบ่อ ในโอกาสนี้ทอดพระเนตรการ
สาธิตการกะเทาะเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ จากนั้นทรงปลูกต้นประดู่ไว้เป็นที่ระลึกและเสด็จพระราชดำเนินต่อไป
ยังบริเวณบ่อดินที่กรมประมงได้ขุดขึ้นสำหรับเพาะเลี้ยงพันธ์ุปลาต่าง ๆ ทรงปล่อยปลาบึก ปลากดเหลือง ปลา
บ้า ปลาตะโกก ปลาแรด ปลากาดำ ปลาตะเพียนขาว ปลาสวาย จำนวนรวม ๑,๙๐๐ ตัว เพื่อขยายพันธ์ุใน
บ่อดินดังกล่าว เสร็จแล้วเสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งต่อไปยังบริเวณงานวิจัยการขยายพันธุ์และ
การเพาะเลี้ยงกบ ทอดพระเนตรการขยายพันธ์ุกบ รวมถึงวิธีการเลี้ยงให้เหมาะสมเพื่อให้ได้ผลผลิตสูง โดยการ
วิจัยเลี้ยงกบนา กบภูเขา และกบบูลฟร๊อก (จากสหรัฐอเมริกา) ในปัจจุบันได้รับผลสำเร็จโดยการใช้ฮอร์โมน
กระตุ้นให้กบนามีการผสมพันธุ์นอกฤดูกาลได้ นอกจากนั้นยังสามารถผสมพันธุ์กบภูเขาโดยวิธีธรรมชาติใน
บ่อเลี้ยงได้ ต่อจากนั้นเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมมัสยิดบูรุลเอี๊ยะห์ซาน เสด็จเข้ามัสยิด พระราชทาน
พระราชปฏิสันถารกับราษฎรที่มาเผ้ารับเสด็จ ณ บริเวณนั้น แล้วเสด็จพระราชดำเนินไปยังบริเวณแสดงการ
ทำงานของเครื่องสูบน้ำด้วย “พลังน้ำไหล” (เครื่องสูบน้ำชัยพัฒนา) ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระ
ราชทานพระราชดำริให้กรมชลประทานประดิษฐ์เครื่องสูบน้ำแบบใช้พลังน้ำไหลตามรูปแบบที่สมเด็จพระ
ราชาธิบดีแห่งประเทศสวีเดนได้ส่งมาถวาย โดยใช้วัสดุแบบประหยัด แต่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อให้สูบน้ำจาก
ริมฝั่งลำธารลำห้วยที่มีกระแสน้ำไหลเร็ว ให้สามารถนำน้ำขึ้นไปยังแปลงปลูกพืชผักสวนครัวของราษฎรตาม
ริมฝั่งลำน้ำได้ แล้วทอดพระเนตรการสาธิตการเติมอากาศให้กับน้ำเสีย โดยใช้เครื่องกลเติมอากาศชัยพัฒนา
ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานแบบให้กรมชลประทานทดลองประดิษฐ์ขึ้น ซึ่งมี ๓ แบบ คือ
แบบที่ ๑ เครื่องเติมอากาสให้กับน้ำด้วยวิธีการเป่าพ่นอากาศลงไปที่ใต้ผิวน้ำโดยตรง แบบที่ ๒ เครื่องเติม
อากาศให้กับน้ำด้วยวิธีขับเคลื่อนน้ำแล้วชักนำอากาศจากภายนอกลงไปที่ใต้ผิวน้ำ และแบบที่ ๓ เครื่องเติม
อากาศให้กับน้ำด้วยการนำแบบที่ ๑ และแบบที่ ๒ มาประยุกต์ผสมกัน ในโอกาสนี้มีพระราชดำริกับเจ้าหน้าที่
ของกรมชลประทาน ความว่า ต้องพิจารณาหาวิธีพัฒนาเครื่องกลดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น โดยให้
สามารถกระจายฟองอากาศในน้ำให้มากขึ้น อันจะช่วยบรรเทาสภาพน้ำเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากนั้น
เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งไปยังบริเวณศาลาอเนกประสงค์ อ่างเก็บน้ำห้วยตะแปด พระราชทาน
พระบรมราชวโรกาสให้ นายสุเมธ ตันติเวชกุล ผู้อำนวยการสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประ
สานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) นำนายเทรูอากิ กาไว ประธานสมาคม เอ็ม.โอ.เอ (โมคิจิ
โอคาดะ อินเตอร์เนชั่นแนล แอสโสซิเอชั่น) แห่งประเทศญี่ปุ่น กับคณะ เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทน้อม
เกล้าน้อมกระหม่อมถวายรถฟาร์มแทรกเตอร์ กับรถไถเล็กเดินตาม เพื่อพระราชทานให้กับศูนย์ฝึกอบรมเยาวชน
เกษตร ตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ณ วัดญาณสังวราราม อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เสร็จ
แล้วเสด็จเข้าศาลาอเนกประสงค์อ่างเกบน้ำห้วยตะแปด มีพระราชดำรัสกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เรื่อง การ
พัฒนาภูเขาป่าซึ่งเคยพระราชทานพระราชดำริไว้แล้ว ความว่า เป้าหมายของโครงการฯ นี้ ประการหนึ่งก็คือ
ฟื้นฟูความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่บริเวณนี้ โดยการพัฒนาเร่งรัดป่าไม้ โดยเฉพาะบนภูเขาบริเวณใกล้เคียงให้ค่อย ๆ
กลับมีสภาพเขียวชอุ่มดังเดิม ต่อจากนั้นจึงค่อย ๆ ขยายการส่งเสริมการปลูกป่าโดยใช้ระบบชลประทานสนับ
สนุนบริเวณภูเขาลูกอื่น ๆ ต่อไป สมควรแก่เวลาจึงประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินกลับ ถึงพระ
ตำหนักเปี่ยมสุข เมื่อเวลา ๒๒.๒๕ น.
วันนี้ เวลา 16.25 น. ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬา
ภรณ์วลัยลักษณ์ เสด็จออกแทนพระองค์ ณ พระตำหนักใหม่ สวนจิตรลดา พระราชทานพระวโรกาสให้ นาย
เคนเนธ วัตต์ รักษาการผู้แทนสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย เฝ้า ถวาย
รายงาน เรื่อง การพัฒนามนุษย์พุทธศักราช 2533 ซึ่งจัดทำขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 40 ปี ที่โครงการพัฒนา
แห่งสหประชาชาติได้ให้ความช่วยเหลือทางด้านวิชาการแก่ประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก
ในโอกาสนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ พระราชทานพระวโรกาสให้ นาย
เคนเนธ วัตต์ นำ นายโตซิยูกิ นิวา อดีตเคยดำรงตำแหน่งผู้แทนส่วนภูมิภาคของโครงการพัฒนาแห่งสห
ประชาชาติเข้าเฝ้า เพื่อกราบบังคมทูลลาในโอกาสพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ประจำประเทศไทย ด้วย
ในวันเดียวกันนี้ เวลา 17.00 น. ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ ฯพณฯ นายสัญญา
ธรรมศักดิ์ ประธานองคมนตรี ปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหา
ราชวัง ตามลำดับ ดังนี้
- เจิมเทียนพรรษา ซึ่งทรงพระราชอุทิศพระราชทานไปจุดบูชาพระรัตนตรัยและพุทธเจดีย์สถานตาม
พระอารามหลวงในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด
- ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เข้ารับเทียนหลวงพระราชทาน เพื่อเชิญไปเป็นมหามงคลนำใน
ขบวนแห่เทียนในเทศกาลเข้าพรรษา แล้วนำไปถวายเป็นพุทธบูชาที่วัดสุปัฏนารามวรวิหาร
- นาคหลวงที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมจะอุปสมบท เข้าพบเพื่อกราบลา
- พระครูใบฏีกาเล็ก ญานุตฺตโร และคณะ มอบต้นเทียนพรรษาและเงินสำหรับทูลเกล้าทูลกระหม่อม
ถวาย
การเพาะและอนุบาลปลาสวยงาม
การเพาะพันธุ์ปลาเป็นขั้นตอนที่สำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการผลิตปลาสวยงามออกจำหน่าย เพราะการเพาะพันธุ์ปลาแต่ละครั้งจะได้ลูกปลาจำนวนมาก นอกจากนั้นการเข้าใจวิธีการเพาะพันธุ์ปลายังช่วยให้มีการปรับปรุงพันธุ์ปลา รวมทั้งทำให้เกิดปลาสายพันธุ์ใหม่ๆได้ด้วย ปัจจุบันวิชาการทางการเพาะและอนุบาลลูกปลาของนักวิชาการ และนักเพาะเลี้ยงปลามืออาชีพในประเทศไทย นับว่ามีความก้าวหน้าไม่แพ้ประเทศใดในโลก สามารถผลิตพันธุ์ปลาและพันธุ์สัตว์น้ำได้แทบทุกชนิด นอกจากนั้นยังมีการผลิตเอกสาร ตำรา และวารสารเกี่ยวกับการเพาะและอนุบาลสัตว์น้ำชนิดต่างๆ ซึ่งผู้สนใจสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายหนังสือทั่วประเทศ ทำให้ผู้เลี้ยงปลาสามารถติดตามความก้าวหน้าทางการประมงได้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ผู้เลี้ยงปลาได้รับผลตอบแทนแตกต่างกันคือ ความขยัน การรู้จักดูแลเอาใจใส่ และความช่างสังเกตของผู้เลี้ยงเอง โดยเฉพาะในเรื่องการเพาะและอนุบาล จะต้องมีการดูแลเอาใจใส่มากเป็นพิเศษ จึงจะทำให้ลูกปลามีอัตราการรอดสูง เจริญเติบโตรวดเร็ว มีลักษณะและสีสันตามต้องการ
1 การสืบพันธุ์ของปลา 
ปลาเป็นสัตว์มีกระดูกสันหลังที่มีวิวัฒนาการทางด้านการสืบพันธุ์แตกต่างกันมาก อาจเนื่องจากปลามีจำนวนชนิดมากมาย และมีความแตกต่างกันทั้งทางด้านลักษณะ ขนาด และถิ่นที่อยู่อาศัย พบว่าปลามีการสืบพันธุ์ทุกแบบของการสืบพันธุ์แบบมีเพศ (Sexual Reproduction) ของพวกสัตว์ ซึ่งมีดังนี้
1.1 การสืบพันธุ์แบบแยกเพศ (Bisexual Reproduction) ซึ่งเป็นวิธีการสืบพันธุ์ของปลาส่วนใหญ่ ปลาจะมีการแยกเพศกันเด่นชัด มีปลาเพศผู้ผลิตเชื้อตัวผู้ และปลาเพศเมียสร้างรังไข่ ได้แก่ปลาทั่วๆไป เช่น ปลาทอง ปลาคาร์พ ปลาเทวดา ปลากัด
1.2 การสืบพันธุ์แบบกระเทย (Hermaphroditism) เป็นแบบที่มีการสร้างเซลสืบพันธุ์ทั้งเชื้อตัวผู้และไข่ภายในปลาตัวเดียวกัน ปลาที่มีการสืบพันธุ์แบบนี้มีไม่มากนัก แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ
1.2.1 กระเทยแบบที่สร้างเชื้อสืบพันธุ์ทั้ง 2 ชนิดพร้อมกัน เช่นปลาในครอบครัวปลากะรัง (ปลาทะเล)
1.2.2 กระเทยแบบที่มีการเปลี่ยนเพศ ปลาพวกนี้ในช่วงแรกของชีวิตจะเป็นเพศหนึ่ง เมื่ออายุมากขึ้นหรือมีขนาดโตขึ้นจะกลายไปเป็นอีกเพศหนึ่ง เช่น ปลา Sparus ช่วงแรกจะเป็นเพศผู้ ต่อมาจะกลายเป็นเพศเมีย ปลาเก๋า ปลากะรัง และปลาไหลนาสกุล Monopterus ช่วงแรกเป็นเพศเมีย ต่อมาจะกลายเป็นเพศผู้
1.3 การสืบพันธุ์แบบพาร์ธิโนเจเนซิส (Parthenogenesis) เป็นการสืบพันธุ์ที่ไข่สามารถพัฒนาเป็นตัวอ่อน โดยไม่ต้องได้รับการผสมจากเชื้อตัวผู้ เกิดได้กับพวกปลาออกลูกเป็นตัว เช่น ปลาหางนกยูง ปลาสอดชนิดต่างๆ ซึ่งปกติปลาเหล่านี้จะสืบพันธุ์แบบแยกเพศ แต่ในขณะที่ไม่มีเพศผู้ของปลาเหล่านี้อยู่ ปลาเพศเมียอาจอาศัยน้ำเชื้อเพศผู้จากปลาชนิดอื่น ช่วยกระตุ้นให้ไข่มีการพัฒนา โดยที่เชื้อตัวผู้ไม่ได้เข้าไปผสมพันธุ์ด้วย ไข่จะเกิดการแบ่งเซลพัฒนาไปโดยมีโครโมโซมครบจำนวน (เป็น Diploid) แต่เนื่องจากเป็นโครโมโซมจากแม่เพียงตัวเดียว ทำให้ลูกปลาที่เกิดมาจะมีแต่เพศเมียเท่านั้น 
2 แบบของการปฏิสนธิ
ลักษณะของการผสมพันธุ์และการพัฒนาของไข่ปลามี 3 แบบคือ
2.1 Oviparous เป็นการผสมพันธุ์ของปลาส่วนใหญ่ โดยปลาเพศเมียจะปล่อยไข่ลงในน้ำ แล้วปลาเพศผู้ที่ว่ายน้ำตามมาจะปล่อยน้ำเชื้อลงในน้ำเช่นกัน เชื้อตัวผู้จะว่ายน้ำอย่างรวดเร็วเข้าผสมกับไข่ทางช่องเปิด จากนั้นไข่ปลาที่ได้รับการผสมแล้วจะพัฒนาไปเป็นตัวอ่อนในน้ำ
2.2 Viviparous เป็นการผสมภายในตัวแม่เหมือนกับสัตว์บก โดยปลาเพศผู้จะมีท่อสำหรับส่งน้ำเชื้อเพื่อผสมกับปลาเพศเมีย ซึ่งพัฒนามาจากครีบท้อง ไข่ที่ได้รับการผสมแล้วจะได้รับอาหารจากแม่ทางสายสะดือคล้ายสัตว์บก จนคลอดออกมาเป็นตัว ตัวอย่างปลาพวกนี้ได้แก่ ปลาฉลาม และปลากระเบนบางชนิด
2.3 Ovoviviparous เป็นการผสมภายในตัวแม่เช่นกัน แต่ไข่ที่ได้รับการผสมแล้วจะอาศัยอาหารจากไข่แดงภายในตัวไข่เอง ไม่ได้รับอาหารจากตัวแม่ จนคลอดออกเป็นตัว ตัวอย่างปลาพวกนี้ได้แก่ ปลาหางนกยูง ปลาสอดชนิดต่างๆ และปลาเซลฟิน ปลาเพศผู้ของปลาพวกนี้จะมีท่อส่งน้ำเชื้อเช่นกัน แต่พัฒนามาจากครีบก้น 
3 ลักษณะของไข่ปลา
ไข่ปลาส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นเม็ดกลม แต่บางชนิดอาจเป็นรูปรี หรือรูปหยดน้ำ ส่วนประกอบของไข่ปลาแบ่งได้ดังนี้
3.1 เปลือกไข่ (Egg Shell or Chorion) เป็นเยื่อบางๆมีความหนาแตกต่างกันไปตามประเภทของไข่ปลา บางชนิดขยายตัวได้ดี และบางชนิดอาจเกิดสารเหนียวเมื่อสัมผัสน้ำ เปลือกไข่จะทำหน้าที่ป้องกันอันตรายจากการกระแทก ที่เปลือกไข่จะมีช่องเล็กๆเรียก Micropyle สำหรับเป็นทางเข้าของเชื้อตัวผู้
3.2 ไข่แดง (Yolk) เป็นตัวไข่ที่มองเห็น เป็นสารประกอบโปรตีนที่จะเป็นอาหารสำหรับการพัฒนาของตัวอ่อน ไข่แดงของปลาบางชนิดจะมีหยดน้ำมัน (Oil Droplet) ปะปนอยู่ทำให้ไข่ลอยตัวได้ดี
3.3 ขั้วกำเนิด (Germinal Disc) เป็นจุดเล็กๆอยู่ทางด้านบนของไข่แดง ที่เรียกว่า Animal Pole เป็นที่รวมของ Nucleus และ Cytoplasm จะเป็นส่วนที่ได้รับการผสมจากเชื้อตัวผู้ แล้วมีการแบ่งเซลพัฒนาเป็นตัวอ่อน
3.4 ช่องว่างระหว่างไข่แดงกับเปลือกไข่ (Perivitelline space) เป็นช่องว่างที่มีขนาดเล็กมาก เพื่อให้ไข่แดงสามารถหมุนได้รอบตัว บางชนิดจะขยายตัวเมื่อไข่สัมผัสน้ำโดยน้ำจะซึมเข้าไปอยู่ภายใน
4 ประเภทของไข่ปลา 
แบ่งตามความสามารถในการลอยน้ำได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้
4.1 ไข่ลอย (Pelagic Egg) ไข่ชนิดนี้มีเปลือกบาง ค่อนข้างใส เปลือกไม่มีเมือกเหนียว ไข่แดงมีหยดน้ำมันอยู่มาก เมื่อปล่อยออกจากแม่ปลาแล้วมักจะลอยขึ้นอยู่ที่ผิวน้ำ การฟักตัวค่อนข้างเร็ว ตัวอ่อนที่ฟักออกจากไข่ประเภทนี้จะลอยตัวอยู่ผิวน้ำโดยหงายท้องขึ้น ตัวอย่าง เช่น ปลากระดี่จูบ ปลาแรด ปลากัด ปลากระดี่ชนิดต่างๆ และปลากะพงขาว
4.2 ไข่ครึ่งลอยครึ่งจม (Semibouyant Egg) ไข่ชนิดนี้มีเปลือกไข่บางไม่มีเมือกเหนียว ไข่โปร่งใส ไม่มีหยดน้ำมัน การฟักตัวรวดเร็ว เมื่อปล่อยออกจากแม่ปลาจะจมน้ำ จากนั้นเปลือกไข่จะค่อยๆดูดน้ำเข้าไปในช่อง Perivitelline Space ทำให้เปลือกไข่ขยายตัวออก 3 - 5 เท่า เกิดแรงพยุงให้ไข่ล่องลอยไปตามกระแสน้ำได้ดี แต่ถ้าไม่มีกระแสน้ำไข่จะจมตัวลงตัวอ่อนที่ฟักออกจากไข่ประเภทนี้จะว่ายน้ำพุ่งตัวขึ้นลงตลอดเวลา ตัวอย่าง เช่น ปลาสร้อย ปลาตะเพียน ปลาม้าลาย ปลาทรงเครื่อง และปลากาแดง
4.3 ไข่จม (Demersal Egg) ไข่ชนิดนี้มักมีเปลือกหนา ไข่ทึบแสง ไม่มีหยดน้ำมัน การฟักตัวช้า เมื่อปล่อยออกจากแม่ปลาจะจมลงก้นบ่อ ตัวอ่อนที่ฟักออกจากไข่ประเภทนี้จะเกาะคว่ำตัวอยู่ตามวัสดุต่างๆใต้น้ำ ไข่ประเภทนี้ยังแบ่งออกเป็น 2 แบบ
4.3.1 ไข่จมแบบไม่ติดกับวัตถุ (Non Adhesive-demersal Egg) ไข่ชนิดนี้จะจมอยู่ตามพื้นก้นบ่อหรือก้นภาชนะ ปลาที่มีไข่แบบนี้มีไม่มากนัก เช่น ปลานิล ปลามังกร
4.3.2 ไข่จมแบบติดวัตถุ (Adhesive-demersal Egg) ไข่ชนิดนี้เมื่อปล่อยออกจากแม่ปลาและได้สัมผัสกับน้ำ จะเกิดสารเหนียวที่เปลือกไข่ ทำให้ไข่สามารถติดกับวัสดุต่างๆได้ทันทีที่ไข่ไปสัมผัส เช่นตามราก และลำต้นพันธุ์ไม้น้ำ หรือผนังบ่อ ตัวอย่าง เช่น ปลาสวาย ปลาบู่ ปลาทอง ปลาคาร์พ ปลาเทวดา ปลาปอมปาดัวร์ ปลานีออน ปลากราย และปลาออสการ์ 
5 การจำแนกเพศปลาสวยงาม 
การศึกษาความแตกต่างระหว่างเพศของปลาแต่ละชนิดจะช่วยให้สามารถเลือก หรือเตรียมปลาแต่ละเพศตามจำนวนที่ต้องการได้ ปลาสวยงามบางชนิดสามารถจำแนกเพศได้ตั้งแต่ปลายังมีขนาดเล็ก แต่ปลาบางชนิดก็จำแนกเพศได้ยากแม้ว่าปลาจะสมบูรณ์เพศแล้วก็ตาม เช่น ปลาเทวดา ปลาออสการ์ และปลาปอมปาดัวร์ การจำแนกเพศปลาทำได้ 2 แบบ คือ
5.1 ลักษณะเพศภายในของปลา คือดูจากลักษณะของต่อมเพศภายในตัวปลา เช่นเพศเมียมีการพัฒนาของรังไข่อย่างไร และเพศผู้มีการพัฒนาของถุงน้ำเชื้ออย่างไร
5.2 ลักษณะเพศภายนอกของปลา เป็นลักษณะภายนอกที่บ่งบอกความแตกต่างระหว่างเพศ พิจารณาได้จากลักษณะต่างๆดังต่อไปนี้
5.2.1 รูปร่างและขนาดลำตัว โดยทั่วไปปลาเพศเมียจะมีลำตัวอ้วนป้อม และตัวโตกว่าปลาเพศผู้ เช่น ปลาหางนกยูง ปลาสอด ปลาซิว ปลาสร้อย ปลาตะเพียน ปลาทรงเครื่อง และปลากาแดง
ภาพที่ 2 แสดงความแตกต่างระหว่างเพศด้านรูปร่างและขนาดลำตัว
5.2.2 ความยาวของครีบ ปลาเพศผู้หลายชนิดจะมีครีบต่างๆยาวกว่าเพศเมีย เช่น ปลากัด ปลากระดี่ ปลาหางนกยูง ปลาสอด และปลาเซลฟิน
ภาพที่ 3 แสดงความแตกต่างระหว่างเพศด้านความยาวของครีบ
5.2.3 สีของลำตัว ปลาเพศผู้หลายชนิดจะมีสีเข้มและสวยกว่าเพศเมีย เช่นปลากัด ปลากระดี่ ปลาหางนกยูง และปลาเซลฟิน
ภาพที่ 4 แสดงความแตกต่างระหว่างเพศด้านสีของลำตัว
5.2.4 ตุ่มสิว (Pearl Organ or Nuptial Tubercle) ปลาหลายชนิดที่เพศผู้จะสร้างตุ่มสากๆเกิดขึ้นบริเวณครีบหู กระพุ้งแก้ม และอาจมีที่ลำตัวในฤดูผสมพันธุ์ เป็นตุ่มขนาดเล็กต้องใช้มือลูบสัมผัสจึงรู้สึก เช่น ปลาคาร์พ ปลาตะเพียน ปลาสร้อย ปลาทรงเครื่อง ปลากาแดง และปลากาดำ
ภาพที่ 5 แสดงลักษณะตุ่มสิวที่บริเวณก้านครีบหูของปลาทองเพศผู้
5.2.5 ติ่งเพศ (Urogenital Papillae) ปลาหลายชนิดจะมีความแตกต่างของติ่งเพศให้เห็นได้ โดยเพศเมียจะมีติ่งเพศสั้นกลม ส่วนเพศผู้จะมีติ่งเพศเรียวยาวปลายแหลม เช่น ปลาบู่ ปลาแขยง ปลากด และปลาดุก
ภาพที่ 6 แสดงความแตกต่างระหว่างเพศด้านติ่งเพศ
5.2.6 ท่อส่งน้ำเชื้อ ในปลาที่ออกลูกเป็นตัวจะมีท่อส่งน้ำเชื้อสำหรับใช้ในการผสมพันธุ์ โดยปลากระดูกแข็งจะพัฒนามาจากครีบก้น เรียก Intromittent Organ หรือ Gonopodium ทำให้ปลาเพศผู้ของปลาเหล่านี้ไม่มีครีบก้น แต่มีท่อยาวๆอยู่หลังครีบท้อง ส่วนปลาเพศเมียจะมองเห็นครีบก้นชัดเจน เช่น ปลาหางนกยูง ปลาสอดชนิดต่างๆ และปลาเซลฟิน สำหรับปลากระดูกอ่อนจะพัฒนามาจากครีบท้อง เรียก Clasper เช่น ปลาฉลาม และปลากระเบน
ภาพที่ 7 แสดงความแตกต่างระหว่างเพศด้านท่อส่งน้ำเชื้อ
5.2.7 Brood Pouch เป็นถุงหรือช่องที่บริเวณหน้าท้องของปลาเพศผู้ ใช้สำหรับเป็นที่ฟักไข่ โดยปลาเพศเมียจะวางไข่ไว้ที่บริเวณนี้ เช่นปลาม้าน้ำ ปลาจิ้มฟันจระเข้
6 แหล่งวางไข่ของปลา 
จำแนกได้เป็น 2 ประเภท คือ
6.1 แหล่งน้ำไหล ปลาที่วางไข่ในน้ำไหลส่วนใหญ่เป็นปลาที่ไม่มีการดูแลรักษาไข่และตัวอ่อน และการแพร่พันธุ์มักจะเกิดในช่วงฤดูน้ำหลาก พวกมีไข่แบบครึ่งลอยครึ่งจม ปลาจะว่ายทวนน้ำขึ้นไปวางไข่ต้นน้ำ ไข่ที่ได้รับการผสมแล้วจะถูกกระแสน้ำพัดพาไป จากนั้นเปลือกไข่จะขยายตัวอุ้มน้ำเข้าไป ช่วยป้องกันการกระทบกระแทกให้แก่เม็ดไข่ เช่น ปลาซิว ปลาสร้อย ปลาตะเพียน ปลากาแดง ปลาทรงเครื่อง ปลากาดำ และปลาหมู พวกมีไข่ลอยก็จะขึ้นไปวางไข่บริเวณต้นน้ำ ปล่อยไข่ลอยมาตามกระแสน้ำ เช่น ปลาหมอไทย ปลากระดี่จูบ พวกไข่ติดก็จะขึ้นไปวางไข่ตามแหล่งน้ำท่วม ปล่อยไข่ติดตามรากพันธุ์ไม้น้ำ หรือใบหญ้า เช่น ปลาสวาย ปลากด ปลาแขยง ปลาคาร์พ และปลาทอง
6.2 แหล่งน้ำนิ่ง มักเป็นปลาที่มีการดูแลรักษาไข่และตัวอ่อน โดยมักมีการเลือกพื้นที่ แล้วทำการตกแต่ง หรือมีการสร้างรังโดยเฉพาะ ลักษณะการสร้างรังแบบต่างๆมีดังนี้
6.2.1 รังแบบกระทะ ปลาจะทำรังเป็นแอ่งทรงกลมเหมือนกระทะตามชายน้ำ เช่น ปลานิล
6.2.2 รังเป็นโพรงมีรากพันธุ์ไม้น้ำ ปลาจะขุดโพรงเข้าไปตามชายน้ำที่มีรากไม้ เพื่อวางไข่ติดตามรากไม้ ทั้งปลาเพศผู้และเพศเมียจะช่วยกันดูแลรักษาไข่และตัวอ่อน เช่น ปลาดุก
6.2.3 รังเป็นหวอดระหว่างพันธุ์ไม้น้ำ ปลาจะสร้างรังโดยฮุบอากาศผสมน้ำลายสร้างเป็นฟองอากาศ เป็นกลุ่มอยู่ตามใต้ใบพันธุ์ไม้น้ำ เรียกหวอด เมื่อวางไข่แล้ว ปลาเพศผู้จะดูแลรักษาไข่และตัวอ่อน เช่นปลากัด และปลากระดี่ชนิดต่างๆ
6.2.4 รังเป็นวงระหว่างพันธุ์ไม้น้ำ ปลาจะแหวกพันธุ์ไม้น้ำออกเป็นพื้นที่ว่างรูปวงกลม แล้ววางไข่ลอยอยู่ภายในวงกลมนั้น ทั้งปลาเพศผู้และเพศเมียจะช่วยกันดูแลรักษาไข่และตัวอ่อน เช่นปลาชะโด
6.2.5 รังคล้ายรังนก ปลาจะคาบเศษหญ้ามาสานทำเป็นรังคล้ายรังนก แล้ววางไข่เข้าไปภายในรัง ทั้งปลาเพศผู้และเพศเมียจะช่วยกันดูแลรักษาไข่และตัวอ่อน เช่น ปลาแรด
6.2.6 รังเป็นวัสดุแข็งตามก้นบ่อ ปลาจะเลือกบริเวณที่เป็นพื้นที่แข็งและค่อนข้างเรียบตามชายน้ำ จากนั้นจะทำความสะอาดกัดเอาตะไคร่น้ำ และไล่ตะกอนออกเป็นวง แล้ววางไข่ ทั้งปลาเพศผู้และเพศเมียจะช่วยกันดูแลรักษาไข่และตัวอ่อน เช่น ปลาเทวดา ปลาออสการ์ ปลาปอมปาดัวร์ และปลาหมอชนิดต่างๆ
การศึกษาแหล่งวางไข่ของปลาจะช่วยให้สามารถจัดการระบบต่างๆในบ่อเพาะพันธุ์ได้ดี เช่นพวกที่วางไข่น้ำไหล บ่อเพาะสามารถเปิดลมให้เกิดการหมุนเวียนน้ำอย่างเต็มที่ จะช่วยกระตุ้นการวางไข่ของปลาได้ดี ส่วนปลาที่วางไข่น้ำนิ่งไม่ต้องการการหมุนเวียนของน้ำมากนัก แต่ต้องการในเรื่องของวัสดุที่จะเป็นรัง จะต้องจัดให้เหมาะสม 
7 วิธีการเพาะพันธุ์ปลา 
การเพาะพันธุ์ปลาที่ดำเนินการกันอยู่ในปัจจุบันมีหลายวิธีการ ดังนี้
7.1 การเพาะพันธุ์ปลาแบบกึ่งควบคุมธรรมชาติ เป็นวิธีที่ใช้เพาะปลาที่ขยายพันธุ์ได้ง่ายๆ โดยเฉพาะพวกที่ออกลูกเป็นตัว ผู้เพาะไม่ต้องจัดเตรียมอะไรมากนัก เพียงแต่นำปลามาปล่อยไว้แล้วให้อาหารเลี้ยงดูไปเรื่อยๆ ปลาก็จะมีการแพร่พันธุ์ให้ตัวอ่อนออกมาเอง เมื่อพบว่าลูกปลาโตพอสมควรก็รวบรวมออกจำหน่าย เช่น ปลาหางนกยูง ปลาสอด และปลาเซลฟิน
7.2 การเพาะพันธุ์ปลาแบบควบคุมธรรมชาติ หรือเลียนแบบธรรมชาติ เป็นวิธีการเพาะพันธุ์ปลาที่มีการควบคุมใกล้ชิด มีการจัดเตรียมสิ่งต่างๆให้แก่ปลา ดังนี้
7.2.1 บ่อเพาะ จัดเตรียมขนาดบ่อเพาะตามความเหมาะสมของปลาแต่ละชนิด เช่น ปลาทอง บ่อเพาะควรมีขนาด 1 - 2 ตรม. ปลาตะเพียนทอง บ่อขนาด 2 - 4 ตรม. ปลาคาร์พ บ่อขนาด 4 - 6 ตรม. ปลาออสการ์ บ่อขนาด 2 - 4 ตรม. ปลาเทวดา ปลานีออน ปลาม้าลาย ปลาซิว และปลาเสือสุมาตรา เพาะในตู้กระจกได้ดี
7.2.2 เตรียมรัง เช่น ปลาทอง ปลาคาร์พ ใช้รังเป็นกระจุกลอยน้ำ(อาจใช้รากผักตบชวา) ปลาเทวดา ปลาออสการ์ ปลากราย ใช้แผ่นกระเบื้อง ปลาปอมปาดัวร์ และปลาหมอชนิดต่างๆ ใช้กระถาง
7.2.3 เตรียมน้ำ เป็นน้ำที่มีคุณภาพดี จะช่วยกระตุ้นให้ปลาวางไข่
7.2.4 คัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ เลือกปลาที่พร้อมจะวางไข่ คือมีไข่แก่ และน้ำเชื้อดี จากนั้นจะต้องจัดจำนวนคู่และสัดส่วนระหว่างเพศให้เหมาะสม เช่น ปลาทอง ปลาคาร์พ ใช้แม่ปลาบ่อละตัว และใช้ปลาเพศผู้ 2 ตัว ปลาซิว และปลาสร้อย ที่มีขนาดเล็กต่างๆ ใช้แม่ปลาบ่อละ 5 - 10 ตัว และใช้ปลาเพศเมีย : ปลาเพศผู้ = 1 : 2 ส่วนปลาที่มีการจับคู่ดูแลรักษาไข่และตัวอ่อน ควรปล่อยปลาบ่อละ 1 คู่
7.2.5 เพิ่มลม ถ้าเป็นชนิดปลาที่วางไข่น้ำไหล ควรเปิดเครื่องปั๊มลมให้แรงเพื่อเพิ่มออกซิเจน และเพื่อให้น้ำมีการหมุนเวียนมากคล้ายน้ำไหล แต่ถ้าเป็นปลาวางไข่น้ำนิ่ง ควรเปิดเครื่องปั๊มลมค่อยๆเพื่อเพิ่มออกซิเจนเท่านั้น
7.3 การเพาะพันธุ์ปลาโดยฉีดกระตุ้นด้วยฮอร์โมน เป็นวิธีการที่ใช้เพาะปลาที่ไม่สามารถวางไข่ในบ่อเลี้ยงหรือในบ่อเพาะได้ หรือเป็นปลาที่วางไข่ยาก ถึงแม้ปลาพวกนี้จะมีการสร้างรังไข่และน้ำเชื้อได้ดี แต่จะไม่เกิดพฤติกรรมการแพร่พันธุ์วางไข่ ทั้งนี้เนื่องจากปลา ต้องการความจำเพาะจากสภาพแวดล้อม เช่นต้องการการว่ายน้ำสวนน้ำหลากเป็นระยะทางไกลๆ หรือเลือกพื้นที่วางไข่ที่เฉพาะเจาะจง โดยปลาที่จะนำมาฉีดกระตุ้นด้วยฮอร์โมน จะต้องเป็นปลาที่มีไข่แก่และน้ำเชื้อดีแล้ว การเพาะพันธุ์ปลาวิธีนี้ยังแบ่งเป็น 2 แบบ ดังนี้
7.3.1 การฉีดฮอร์โมนเพื่อให้เกิดการแพร่พันธุ์วางไข่ เป็นวิธีการที่เมื่อฉีดฮอร์โมนให้แก่พ่อแม่พันธุ์ปลาเรียบร้อยแล้ว จะปล่อยปลาลงบ่อเพาะ หลังจากนั้นประมาณ 4 - 6 ชั่วโมง ปลาจะเกิดการผสมพันธุ์วางไข่กันเอง เช่น ปลาตะเพียนทอง ปลาทรงเครื่อง ปลากาแดง ปลาหมู และปลาหางไหม้
7.3.2 การฉีดฮอร์โมนเพื่อให้เกิดการตกไข่ เป็นวิธีการที่เมื่อฉีดฮอร์โมนให้แก่พ่อแม่พันธุ์ปลาแล้ว จะพักปลาไว้ในบ่อพัก เพราะปลาพวกนี้จะไม่เกิดการผสมพันธุ์วางไข่เอง ต้องรอจนปลาพร้อมที่จะตกไข่ จึงนำขึ้นมารีดไข่และน้ำเชื้อผสมกันในภาชนะ ซึ่งวิธีการที่นิยมใช้สำหรับการรีดไข่และน้ำเชื้อปลาผสมกันในปัจจุบัน เรียกว่า วิธีดัดแปลงวิธีแห้ง (Modified Dry Method) คือเตรียมภาชนะขนาดเล็กผิวเรียบที่แห้ง เช่น กะละมังอะลูมิเนียม หรือกะละมังพลาสติก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 12 - 15 เซนติเมตร นำแม่ปลาที่พร้อมจะรีดไข่ได้มาเช็ดตัว เพื่อป้องกันไม่ให้มีน้ำจากตัวปลาหยดลงไปในกะละมังในขณะรีดไข่ จากนั้นรีดไข่จากท้องปลาลงในกะละมังจนหมดท้อง แล้วนำปลาเพศผู้มาเช็ดตัวเช่นกันและรีดน้ำเชื้อลงบนไข่ที่รีดไว้แล้ว ใช้ขนไก่คลุกเคล้าไข่และน้ำเชื้อปลาให้เข้ากัน(ใช้เวลาประมาณ 30 วินาที) เติมน้ำสะอาดลงไปให้พอท่วมไข่และใช้ขนไก่คลุกเคล้า การผสมของไข่และเชื้อตัวผู้จะเกิดในขณะนี้ เพราะเมื่อไข่ได้รับน้ำช่อง Micropyle จะเปิด ในขณะที่เชื้อตัวผู้เมื่อได้สัมผัสน้ำเช่นกัน ก็จะเกิดการว่ายน้ำอย่างรวดเร็ว และจะเข้าไปทางช่องเปิดของไข่ได้ ซึ่งจะปล่อยให้เชื้อตัวผู้เข้าไปได้เพียงตัวเดียวแล้วจะปิด สำหรับไข่ที่ไม่มีเชื้อตัวผู้เข้าผสมช่อง Micropyle ก็จะปิดภายในเวลา 30 - 60 วินาที ดังนั้นเมื่อใช้ขนไก่คนไปมาประมาณ 1 นาที จะหยุดเพื่อปล่อยให้ไข่ตกตะกอนลง แล้วรินน้ำทิ้งเพื่อไล่น้ำคาวที่มากับไข่และน้ำเชื้อทิ้งไป จากนั้นจะเติมน้ำใหม่อีกให้เกือบเต็มกะละมัง ใช้ขนไก่คนประมาณ 1 นาทีปล่อยตกตะกอน แล้วรินน้ำทิ้งเพื่อไล่น้ำคาว ทำเช่นนี้ 2 - 3 ครั้งแล้วนำไข่ไปใส่บ่อฟักไข่ ในกรณีที่เป็นไข่ติด เมื่อเติมน้ำพอท่วมไข่และใช้ขนไก่คลุกเคล้าแล้ว ต้องนำไข่ไปใส่บ่อฟักไข่เลย เพราะถ้าใส่น้ำมากเปลือกไข่จะเกิดสารเหนียว ไข่จะจับตัวกันเองเป็นก้อนทำให้ไม่สามารถฟักตัว การใส่น้ำน้อยจะทำให้ไข่ยังไม่เกิดสารเหนียว เมื่อนำไปใส่บ่อฟักไข่จึงเกิดสารเหนียวแล้วติดกับวัสดุหรือรังเทียมที่เตรียมไว้ 
8 ฮอร์โมนที่ใช้ในการเพาะพันธุ์ปลา 
ฮอร์โมนที่นิยมใช้เพาะพันธุ์ปลากันในปัจจุบันมี 3 ประเภท คือ
8.1 ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง (Pituitary Hormone) เป็นฮอร์โมนที่ได้จากต่อมใต้สมอง (Pituitary Gland) ของปลา ปกติต่อมใต้สมองจะหลั่งฮอร์โมนที่สำคัญหลายชนิด แต่ฮอร์โมนที่เกี่ยวกับการสืบพันธุ์วางไข่ (Gonad Stimulating Hormone or Gonadotropin) ที่สำคัญมี 2 ชนิด คือ FSH (Follicle Stimulating Hormone) ทำหน้าที่กระตุ้นการเจริญของไข่ในตัวเมีย และการแบ่งเซลของเชื้อตัวผู้ในเพศผู้ กับ LH (Luteinizing Hormone) ทำหน้าที่ช่วยให้เกิดการตกไข่ในเพศเมีย และการสร้างเชื้อตัวผู้ในเพศผู้
ในสมัยก่อนการใช้ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง นับเป็นวิธีการที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากได้ผลดีกว่าการใช้ฮอร์โมนชนิดอื่นๆ การเก็บต่อมใต้สมองจะนิยมเก็บจากปลาที่มีปริมาณไข่ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในพวกปลาคาร์พ ซึ่งได้แก่ ปลาจีน ปลายี่สกเทศ ปลาไน และปลานวลจันทร์เทศ เพราะต่อมใต้สมองของปลาเหล่านี้จะมีการสะสมฮอร์โมนไว้ค่อนข้างมาก และสามารถนำไปฉีดให้กับปลาชนิดต่างๆได้ผลดี โดยไม่จำเป็นต้องฉีดให้กับปลาชนิดเดียวกันกับที่เก็บต่อมใต้สมองมา
ต่อมใต้สมองที่เก็บออกจากตัวปลาแล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้ในสภาพสดทันที แต่สามารถเก็บรักษาไว้ในน้ำยาอะซีโตนได้เป็นเวลานานหลายเดือน เมื่อต้องการใช้จึงนำออกมาจากน้ำยาก็จะสามารถใช้ได้ทันที การใช้กำหนดหน่วยเป็น Dose ซึ่งคำนวณได้จากสูตร
dose = น้ำหนักของปลาที่ถูกเก็บต่อมใต้สมอง /
น้ำหนักของปลาพ่อแม่พันธุ์ที่จะฉีดฮอร์โมน
หรือ = Donor/Recipient = D/R
ตัวอย่าง ต้องการฉีดฮอร์โมนให้ปลากาแดง จำนวน 50 ตัว น้ำหนักตัวละ 40 กรัม ด้วยต่อม
ใต้สมองของปลาไน ให้ปลากาแดงได้รับฮอร์โมนตัวละ 0.8 dose
การคำนวณ ปลากาแดงที่ต้องการฉีดมีน้ำหนักตัวละ 40 กรัม
กำหนดปริมาตรน้ำยาที่จะฉีดเข้าตัวได้ตัวละ 0.1 ซีซี(เพราะเป็นปลาขนาดเล็ก)
จำนวนปลาที่ต้องการฉีดฮอร์โมน 50 ตัว
\น้ำหนักปลารวมทั้งหมด = 40 X 50 = 2,000 กรัม
\ปริมาตรน้ำที่จะใช้ผสมต่อม = 0.1 X 50 = 5.0 ซีซี
จำนวนโดสที่ต้องการ คือ ตัวละ 0.8 โดส
จากสูตร dose = D/R
แทนค่า ได้ 0.8 = D / 2,000
D = 0.8 X 2,000
= 1,600 กรัม
ต้องใช้เม็ดต่อมใต้สมองที่เก็บจากปลาไนน้ำหนักตัว = 1,600 กรัม
นั่นคือ เลือกเม็ดต่อมใต้สมองที่เก็บจากปลาไนน้ำหนักตัว 1,600 กรัม อาจใช้เพียงเม็ดเดียวจากปลาน้ำหนักตัว 1,600 กรัมเลย หรือใช้ต่อมใต้สมองหลายเม็ดที่เก็บจากปลาหลายตัว ซึ่งรวมน้ำหนักตัวให้ได้ 1,600 กรัม เช่น อาจใช้ต่อมใต้สมองจำนวน 5 ต่อม ซึ่งเก็บมาจากปลาน้ำหนักตัวๆละ 250 , 300 , 300 , 350 และ 400 กรัมตามลำดับ รวมน้ำหนักตัวปลาได้ 1,600 กรัม นำมาบดแล้วผสมน้ำจำนวน 5.0 ซีซี เขย่าให้เข้ากันดี จากนั้นนำไปฉีดปลา กาแดง ตัวละ 0.1 ซีซี จะฉีดได้ครบทั้ง 50 ตัว ได้ฮอร์โมนตัวละ 0.8 dose ตามต้องการ
8.2 ฮอร์โมนสกัด (Extracted Hormone) เป็นฮอร์โมนที่ผลิตจากส่วนผสมที่เตรียมจากทั้ง Gonadotropic Hormone ซึ่งสกัดจากปัสสาวะของสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ (จุดสุดยอดของปริมาณฮอร์โมน อยู่ระหว่างวันที่ 60 - 75 หลังจากตั้งครรภ์ โดยในปัสสาวะ 1,000 ซีซี หรือ 1 ลิตร จะมีฮอร์โมนประมาณ 5,000 - 10,000 IU) และผสมกับต่อมใต้สมองของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิด ได้แก่ หมู หนู หรือกระต่าย ชนิดใดชนิดหนึ่งแล้วแต่บริษัท ฮอร์โมนสกัดจะมีจำหน่ายตามร้านขายยา ตามโรงพยาบาล และร้านขายเครื่องมือวิทยาศาสตร์ ใช้ชื่อทางการค้าต่างๆกัน เช่น Synahorin, Pare Hormone และ Puberogen เป็นต้น
8.3 ฮอร์โมนสังเคราะห์ (Synthetic Hormone) เป็นฮอร์โมนที่นิยมใช้กันมากที่สุดในปัจจุบัน เนื่องจากใช้ง่าย สะดวก เก็บรักษาง่าย และให้ผลดี ฮอร์โมนสังเคราะห์ที่จำหน่ายในท้องตลาดมีชื่อทางการค้าว่า Suprefact ซึ่งมีตัวยาหรือฮอร์โมน คือ Buserelin Acetate อยู่ในรูปของสารละลาย บรรจุขวดละ 10 ซีซี มีตัวยาฮอร์โมนอยู่ 10 มิลลิกรัม ก่อนใช้ควรนำฮอร์โมนมาเจือจางก่อน เพราะในการใช้ฉีดปลาจะใช้ในปริมาณที่น้อยมาก เตรียมขวดขนาดเล็กมีความจุประมาณ 15 - 20 ซีซี มีจุกปิดสนิท ใช้เข็มฉีดยาขนาด 1 ซีซีที่สะอาด ดูดน้ำยามา 1 ซีซีถ่ายลงในขวดที่เตรียมไว้ แล้วเติมน้ำกลั่นลงไปอีก 9 ซีซี ปิดจุกแล้วเขย่าให้น้ำยาเข้ากัน ดังนั้นฮอร์โมนที่เตรียมใหม่จะมีปริมาตรรวม 10 ซีซี มีตัวยาอยู่ 1 มิลลิกรัม หรือเท่ากับ 1,000 ไมโครกรัม (µg) การใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์จะต้องใช้ร่วมกับยาเสริมฤทธิ์ เพื่อช่วยให้ฮอร์โมนที่ฉีดเข้าไปมีประสิทธิภาพดี ยาเสริมฤทธิ์ที่นิยมใช้มีชื่อทางการค้าว่า Motelium ซึ่งมีตัวยาคือ Domperidone มีลักษณะเป็นเม็ดสีขาว บรรจุแผงๆละ 10 เม็ด ยา 1 เม็ด จะมีตัวยาอยู่ 10 มิลลิกรัม
อัตราการใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์
จะใช้ในอัตรา 10 - 20 µg ต่อน้ำหนักปลา 1 กิโลกรัม
และยาเสริมฤทธิ์ 10 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักปลา 5 กิโลกรัม
ตัวอย่าง ต้องการฉีดปลากาแดง จำนวน 50 ตัว น้ำหนักตัวละ 40 กรัม ให้ได้ปริมาณฮอร์โมน 15 µg ต่อน้ำหนักปลา 1 กิโลกรัม และยาเสริมฤทธิ์ 10 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักปลา 5 กิโลกรัม
การคำนวณ ปลากาแดงที่ต้องการฉีดมีน้ำหนักตัวละ 40 กรัม
กำหนดปริมาตรน้ำยาที่จะฉีดเข้าตัวได้ตัวละ 0.1 ซีซี(เพราะเป็นปลาขนาดเล็ก)
จำนวนปลาที่ต้องการฉีดฮอร์โมน 50 ตัว
ปริมาตรน้ำที่จะใช้ผสมต่อม = 0.1 X 50 = 5.0 ซีซี ………..( 1 )
หาน้ำหนักปลารวมทั้งหมด = 40 X 50 = 2,000 กรัม
แต่ต้องการฉีดฮอร์โมนปริมาณ 15 µg ต่อน้ำหนักปลา 1 กิโลกรัม
\ต้องการฮอร์โมนรวม = 15 X 2 = 30 µg
ต้องใช้ฮอร์โมนจากขวดที่เจือจางไว้แล้ว
ซึ่งมีฮอร์โมน 1,000 µg ในน้ำยา 10 ซีซี
ถ้าต้องการฮอร์โมน 30 µg จะอยู่ในน้ำยา = 10 X 30/1,000 = 0.3 ซีซี ……( 2 )
และต้องการยาเสริมฤทธิ์ปริมาณ 10 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักปลา 5 กิโลกรัม
\ต้องการยาเสริมฤทธิ์ = 10 X 2/5 = 4 มิลลิกรัม
เตรียมยาเสริมฤทธิ์ โดยใช้ยา 1 เม็ด บดให้ละเอียดแล้วเติมน้ำ 1 ซีซี (ยาเสริมฤทธิ์จะละลายน้ำได้น้อยมาก ปล่อยให้ตกตะกอน และให้ถือว่าน้ำใสเหนือตะกอนมียาละลายเต็มที่)
นั่นคือตัวยา 10 มิลลิกรัม ละลายอยู่ในน้ำ 1 ซีซี
ตัวยาที่ต้องการ 4 มิลลิกรัม จะอยู่ในน้ำ = 1 X 4 / 10 = 0.4 ซีซี…………( 3 )
เตรียมผสมน้ำยาที่ต้องการ ใช้ขวดเปล่าอีก 1 ใบ
ดูดน้ำยาฮอร์โมนจากขวดที่เจือจางแล้ว จาก (2) จำนวน 0.3 ซีซี ใส่ลงขวดใหม่
ดูดยาเสริมฤทธิ์ จาก (3) จำนวน 0.4 ซีซี ใส่ผสมลงในขวดฮอร์โมน
จากนั้นใส่น้ำกลั่นลงไปอีก 4.3 ซีซี จะได้ปริมาณน้ำยาเป็น 5.0 ซีซี ตามต้องการ จาก (1)
เขย่าให้น้ำยาผสมเข้ากันดี แล้วนำไปฉีดปลากาแดงตัวละ 0.1 ซีซี
จะได้ปริมาณฮอร์โมน และยาเสริมฤทธิ์ในปลาแต่ละตัวตามต้องการ
จะเห็นได้ว่าใช้ปริมาณฮอร์โมนค่อนข้างน้อยมาก
คือ จากปริมาณฮอร์โมนที่ต้องการ 15 µg ต่อน้ำหนักปลา 1 กิโลกรัม( 1,000 กรัม )
ถ้าพิจารณาปลากาแดงเพียง 1 ตัว ซึ่งมีน้ำหนักตัวเพียง 40 กรัม
การเพาะพันธุ์ปลาจะได้รับผลสำเร็จมากน้อยเพียงใด ขึ้นกับปัจจัยดังนี้
9.1 การคัดพ่อแม่พันธุ์ ปลาที่จะนำมาเพาะจะต้องเป็นปลาที่มีไข่แก่แล้วเท่านั้น คือมีรังไข่อยู่ในขั้นพักตัว (Resting Stage) มิใช่ว่าปลาที่มีการตั้งท้องทุกตัว(คือเห็นส่วนท้องขยายออก)จะนำมาใช้เพาะได้ทั้งหมด ผู้เพาะจะต้องรู้จักวิธีการคัดปลาที่มีไข่แก่พร้อมที่จะผสมพันธุ์ ซึ่งส่วนใหญ่จะอาศัยดูจากติ่งเพศ ปลาที่มีไข่แก่จะมีการขยายตัวของติ่งเพศ และส่วนท้องขยายนิ่ม ทั้งนี้จะต้องขึ้นกับประสบการณ์ ความชำนาญ และความช่างสังเกตุของผู้เพาะพอสมควร
9.2 การเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลา เนื่องจากปลาสวยงามมักได้รับการเลี้ยงดูเอาใจใส่อย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีระบบกรองน้ำที่ดี ทำให้คุณภาพน้ำค่อนข้างดีอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นเมื่อแยกปลาไปลงบ่อเพาะ น้ำใหม่ในบ่อเพาะจึงไม่สามารถกระตุ้นให้ปลาวางไข่ได้ เพราะสภาพน้ำในบ่อเลี้ยงและบ่อเพาะไม่มีความแตกต่างกัน ดังนั้นปลาที่จะเตรียมหรือเลี้ยงเพื่อเป็นพ่อแม่พันธุ์ไว้เพาะพันธุ์ ควรจะเลี้ยงไว้ในลักษณะที่คุณภาพน้ำไม่ดีมากนัก เช่น เปลี่ยนเครื่องกรองน้ำเป็นแบบ Box Filter ซึ่งพอช่วยกรองน้ำได้บ้างพร้อมเพิ่มออกซิเจนไปในตัว และงดการถ่ายน้ำก่อนการเพาะประมาณ 1 เดือน จะทำให้ปลามีความรู้สึกว่าสภาพน้ำในบ่อเลี้ยงไม่ดีนัก เพราะจะมีสารประกอบไนโตรเจนที่เกิดจากการหมักหมมและสิ่งขับถ่ายมากขึ้น เมื่อคัดปลาไปลงบ่อเพาะซึ่งเป็นน้ำใหม่มีคุณภาพดีกว่ามาก จะทำให้ปลามีความรู้สึกเหมือนกับการได้รับน้ำใหม่ในช่วงฤดูฝน จึงทำให้ปลาเกิดการวางไข่ได้อย่างง่ายดาย
9.3 วิธีการคัดพ่อแม่พันธุ์ ต้องทำด้วยความระมัดระวัง ให้ปลามีความบอบช้ำน้อยที่สุด และควรงดให้อาหารปลา ก่อนการคัดประมาณ 4 - 6 ชั่วโมง เพื่อป้องกันความผิดพลาดจากการขยายตัวของท้องเนื่องจากปริมาณอาหารที่กินเข้าไป
9.4 การเตรียมบ่อเพาะ จะต้องให้มีความพร้อมที่ปลาต้องการในการวางไข่ให้มากที่สุด เช่น ปลาทอง ปลาคาร์พ ปลาเสือสุมาตรา ปลาเซเป้ ในธรรมชาติจะวางไข่บริเวณผิวน้ำ ในบ่อเพาะจึงควรเตรียมรังลอยใกล้ผิวน้ำ ปลาดุก ปลาแขยง ปลากด ในธรรมชาติจะวางไข่ตามบริเวณพื้นก้นบ่อ ในบ่อเพาะจึงควรเตรียมรังอยู่ก้นบ่อ นอกจากนั้นระดับน้ำในบ่อเพาะสำหรับการเพาะปลาสวยงาม ไม่ควรเกินกว่า 30 เซนติเมตร
9.5 การเพิ่มลม จะให้ลมแรงมากน้อยเพียงใดต้องดูจากพฤติกรรมการวางไข่ในธรรมชาติของปลาแต่ละชนิด ปลาที่ไข่ทิ้งโดยเฉพาะพวกที่มีไข่ครึ่งลอยครึ่งจมจะต้องการลมแรง มีการหมุนเวียนของน้ำยิ่งมากยิ่งดี แต่ปลาที่มีการจับคู่สร้างรังและมีการดูแลรักษาไข่ จะต้องการความสงบไม่ต้องการให้มีการไหลของน้ำ ควรเปิดลมเบาๆเพื่อเป็นการเพิ่มออกซิเจนเท่านั้น
9.6 การเพิ่มน้ำ หากสามารถทำน้ำไหลหรือทำฝนเทียมเลียนแบบธรรมชาติ ก็จะยิ่งทำให้ปลาวางไข่ได้ดีขึ้น และจะมีอัตราการผสมค่อนข้างดีด้วย เพราะการระบายน้ำจะช่วยไล่ความคาวหรือเมือกที่เกิดขึ้นในขณะที่ปลาวางไข่ออกไปด้วย
9.7 การเลือกใช้ฮอร์โมน ถ้าหากเป็นปลาที่จำเป็นต้องฉีดฮอร์โมนกระตุ้น ก็ควรเลือกชนิดฮอร์โมนให้เหมาะสม สำหรับปัจจุบันการใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์จะสะดวกและให้ผลดี นอกจากนั้นยังต้องเลือกวิธีการให้เหมาะสมด้วย ต้องศึกษาว่าปลาชนิดใดใช้วิธีการฉีดฮอร์โมนเพื่อกระตุ้นการแพร่พันธุ์วางไข่ได้ และปลาชนิดใดจะฉีดฮอร์โมนเพื่อกระตุ้นการตกไข่ เพื่อจะทำให้สามารถดำเนินการจัดเตรียมบ่อเพาะและอุปกรณ์ต่างๆได้ถูกต้อง 
การอนุบาลลูกปลาเป็นขั้นตอนที่ต้องการความรู้ความชำนาญ ตลอดจนการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างยิ่ง การอนุบาลลูกปลาทะเลจะค่อนข้างยาก เนื่องจากลูกปลาทะเลมักจะมีขนาดค่อนข้างเล็กมาก ส่วนปลาน้ำจืดนั้นยังจัดว่าดำเนินการได้ง่ายเพราะลูกปลามีขนาดโตพอควร และหัดให้กินอาหารสมทบได้ง่าย
โดยปกติแล้วลูกปลาทุกชนิดที่พึ่งฟักตัวออกจากไข่ จะมีถุงไข่แดง (Yolk Sac) หรือถุงอาหารซึ่งจะสังเกตได้ว่าที่หน้าท้องของลูกปลาจะป่องนูนออกมา ลูกปลาจะอาศัยอาหารจากถุงไข่แดงนี้เลี้ยงตัวอยู่ได้ 1 - 2 วันแล้วแต่ชนิดปลา ในระยะนี้ลูกปลาที่เกิดจากพวกไข่ติดมักจะเกาะอยู่ใกล้ๆบริเวณที่ฟักตัว ส่วนลูกปลาที่ฟักออกจากไข่ครึ่งลอยครึ่งจม ก็จะว่ายน้ำในลักษณะพุ่งตัวขึ้นลงในแนวดิ่งตลอดเวลา เมื่อลูกปลาใช้อาหารจากถุงไข่แดงหมดแล้ว ลูกปลาทั้งหลายก็จะว่ายน้ำในแนวระดับเพื่อหาอาหาร ผู้เลี้ยงก็จะต้องจัดเตรียมอาหารที่เหมาะสมให้แก่ลูกปลา หากลูกปลาไม่สามารถกินอาหารที่ให้ หรือได้รับอาหารไม่เพียงพอในช่วงแรกนี้ ลูกปลาจะแคระแกรนเติบโตช้า และจะเริ่มทำอันตรายกันเอง ทำให้มีอัตรารอดน้อย จะสังเกตุได้ว่าลูกปลาในครอกเดียวกันจะมีขนาดแตกต่างกันมาก แต่ถ้าลูกปลากินอาหารที่ให้ได้ดีและมีอาหารเพียงพอ ลูกปลาจะเติบโตรวดเร็วมีขนาดสม่ำเสมอกัน และมีอัตราการรอดสูง
10.1 การอนุบาลลูกปลากินเนื้อ ปลาที่จัดเป็นประเภทปลากินเนื้อ เช่น ปลากัด ปลาเทวดา ปลาปอมปาดัวร์ ปลาออสการ์ และปลามังกร ลูกปลาที่เกิดมาก็มักจะต้องการอาหารที่มีชีวิตในช่วงระยะแรกๆ ผู้เลี้ยงจำเป็นจะต้องเตรียมเพาะไรแดง หรืออาร์ทีเมีย ไว้เป็นอาหารลูกปลา โดยจะต้องเลี้ยงด้วยอาหารมีชีวิตอยู่ประมาณ 10 - 20 วัน แล้วแต่ชนิดปลา ลูกปลาจะมีขนาดโตขึ้นและหากินอาหารได้ดี จากนั้นจึงเริ่มหัดให้กินอาหารสมทบ ลูกปลาก็จะเติบโตรวดเร็วและมีอัตราการรอดดี
10.2 การอนุบาลลูกปลากินพืช กลุ่มปลากินพืชและกินทุกอย่าง เช่น ปลาทอง ปลาคาร์พ ปลาหางนกยูง ปลาสอด ปลาซิว ปลาสร้อย และปลาตะเพียนทอง เป็นกลุ่มปลาที่อนุบาลลูกปลาได้ง่าย เมื่อลูกปลาใช้อาหารจากถุงอาหารหมดแล้ว ลูกปลาสามารถกินอาหารสมทบได้ทันที สมัยก่อนนิยมใช้ไข่ต้มสุกแล้วเอาเฉพาะไข่แดงมาขยี้ผ่านผ้าขาวบาง ก็นำไปให้ลูกปลากินได้เลย แต่ปัจจุบันนิยมใช้อาหารผงซึ่งเป็นอาหารอนุบาลลูกปลาดุก เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางอาหารครบถ้วน และลูกปลากินได้ดี นำไปโปรยบนผิวน้ำอาหารจะค่อยๆดูดน้ำแล้วจมตัวลง ลูกปลากินได้เป็นอย่างดี ให้อาหารผงเป็นเวลา 10 - 15 วัน ลูกปลาจะมีขนาดใหญ่ขึ้น จึงหัดให้กินอาหารเม็ดต่อไป เพราะการใช้อาหารเม็ดเลี้ยงปลาจะลดปัญหาเรื่องน้ำเสียได้ดีกว่าการใช้อาหารผง 
11 เทคนิคการอนุบาลลูกปลา 
ไม่ว่าจะเป็นการอนุบาลลูกปลาโดยใช้อาหารมีชีวิตหรืออาหารสมทบก็ตาม สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การอนุบาลลูกปลาประสบผลสำเร็จก็คือ การเปลี่ยนถ่ายน้ำ เพราะการอนุบาลจำเป็นต้องให้อาหารมากเกินพอ และผู้เลี้ยงมักจะให้อาหารมากเกินความต้องการของปลาไปมากเสมอ ทำให้มีอาหารตกค้างสะสมอยู่ที่ก้นบ่ออนุบาลค่อนข้างมากทุกวัน และสิ่งตกค้างเหล่านี้จะมีผลทำให้ลูกปลาติดเชื้อได้ง่าย ดังนั้นบ่ออนุบาลจะต้องสามารถล้างได้ง่าย หรือปรับระบบน้ำไหลได้ดี และสามารถระบายของเสียทิ้งได้ด้วย การล้างเศษอาหารที่ตกค้างจะช่วยลดกลิ่นเน่าเหม็นที่เกิดขึ้นภายในบ่ออนุบาล เป็นการช่วยป้องกันการเกิดโรคระบาดได้อย่างดี นอกจากนั้นการล้างบ่ออนุบาลบ่อยๆยังเท่ากับเป็นการเปลี่ยนน้ำใหม่ให้ปลาด้วย ถ้าสามารถล้างได้ทุกวันลูกปลาจะเติบโตได้อย่างรวดเร็ว 
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)